แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชาการ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชาการ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557

สมบัติทั่วไปของสารประกอบ ไฮโดรคาร์บอน

1. แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล สารประกอบไฮโดรคาร์บอนทุกชนิด จะประกอบด้วยธาตุ C และ H พันธะที่เกิดจาก C กับ C จะเป็นพันธะเดี่ยว (C - C), พันธะคู่ (C= C) หรือพันธะสาม (C = C) มีผลต่างของตัวอิเล็กโทรเนกาตีวิตีเป็นศูนย์ จึงเป็นพันธะไม่มีขั้วและพันธะที่เกิดจาก C กับ H มีผลต่างของค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตีมีค่าน้อยมาก จึงถือว่าเป็นพันธะไม่มีขั้ว ดังนั้นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนทุกชนิดจัดเป็นโมเลกุลไม่มีขั้วแรงยึดเหนี่ยว ระหว่างโมเลกุลของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเป็นแรงแวนเดอร์วาลส์
โมเลกุลโคเวเลนต์มีขั้วละลายน้ำได้โดยโมเลกุลของน้ำ จะหันขั้วที่มีอำนาจไฟฟ้าตรงกันข้าม เข้าดึงดูดกับโมเลกุลโคเวเลนต์มีขั้วหรือไอออน น้ำที่ล้อมรอบจะมีจำนวนมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับขนาด และประจุของโมเลกุลหรือไอออน
2. การเผาไหม้ การเผาไหม้ของสารใด ๆ คือ การที่สารชนิดหนึ่งทำปฏิกิริยากับออกซิเจน แล้วคายพลังงานออกมา
ลักษณะสำคัญของการเผาไหม้ของสาร
    1. สารที่เผาไหม้ได้ดี และคายพลังงานออกมามาก ได้แก่ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน
    2. สารประกอบไฮโดรคาร์บอนเกิดการเผาไหม้กับก๊าซ O2 อย่างสมบูรณ์ จะให้ก๊าซ CO2 และ H2O พร้อมกับปล่อยความร้อนออกมาด้วย ดังสมการของการเผาไหม้ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนดังนี้
      CxHy + (x+y/4)O2 ----> xCO2 + y/2H2O + พลังงาน
    3. การเผาไหม้ของสารใดเป็นปฏิกิริยาคายความร้อน และการเผาไหม้ของสารทุกชนิดมีทั้งการสลายพันธะและสร้างพันธะใหม่ ด้วยเหตุนี้พลังงานที่ดูดเข้าไปทั้งหมดที่ใช้ในการสลายพันธะน้อยกว่าพลังงานที่เกิดจากการสร้างพันธะใหม่คายออกมา และเนื่องจากสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเผาไหม้ให้ความร้อนออกมามาก จึงใช้สารเหล่านี้เป็นเชื้อเพลิง
    4. สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีโมเลกุลเล็ก ๆ จะเผาไหม้กับ O2 ได้ดีกว่าโมเลกุลใหญ่ เช่น CH4 เผาไหม้กับ O2 ได้ดีกว่า C10H22 เป็นต้น
    5. ปัจจัยที่มีผลต่อการเผาไหม้ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
      1. ปริมาณก๊าซออกซิเจน ถ้ามีก๊าซออกซิเจนมากจะเกิดการเผาไหม้สมบูรณ์ ติดไฟให้เปลวไฟสว่าง แต่ไม่มีควันและเขม่า ให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำและความร้อน แต่ถ้ามีก๊าซออกซิเจนน้อยจะเกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ติดไฟให้เปลวไฟสว่าง แต่มีควันและเขม่าให้ผงถ่าน ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ และความร้อน
      2. อัตราส่วนโดยอะตอมระหว่าง C กับ H ถ้าต่ำไม่มีควันเขม่า และถ้ามีค่าสูงจะมีควันเขม่ามาก ปริมาณควันเขม่า ? อัตราส่วนโดยอะตอมของ C กับ H
3. จุดเดือด และจุดหลอมเหลว จุดเดือดและจุดหลอมเหลวของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนต่ำ เมื่อเทียบกับสารอื่น ๆ ที่มีมวลโมเลกุลใกล้เคียงกัน
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนพวกเดียวกัน จุดเดือด และจุดหลอมเหลวเปลี่ยนตามมวลโมเลกุล หรือจำนวนคาร์บอนอะตอมที่เกิดขึ้น เช่น CH3CH3 มีจุดเดือด จุดหลอมเหลวสูงกว่า CH4
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนต่างชนิดที่มีคาร์บอนอะตอมเท่ากัน และคาร์บอนต่อกันเป็นโซ่ สายยาวเรียงลำดับจุดเดือดสูง ---> ต่ำ ดังนี้
แอลไคน์ > แอลเคน > แอลคีน
4. ความหนาแน่น สารประกอบไฮโดรคาร์บอนมีความหนาแน่นต่ำ โดยทั่วไปความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ เช่น เพนเทน (C5H12) มีความหนาแน่น 0.626 g/cm3 ส่วนน้ำมีความหนาแน่น 1 g/cm3
5. สถานะ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนจะมีสถานะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับมวลโมเลกุล หรือจำนวนคาร์บอนอะตอมเป็นเกณฑ์ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนใดมีมวลโมเลกุลน้อย (จำนวนคาร์บอนอะตอมน้อย) จะมีแรงแวนเดอร์วาลส์ต่ำ โมเลกุลอยู่ห่างกัน จะมีสถานะเป็นก๊าซ ส่วนประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีมวลโมเลกุลมาก (จำนวนคาร์บอนอะตอมมาก) จะมีแรงแวนเดอร์วาลส์สูง โมเลกุลอยู่ใกล้ชิดกันทำให้สถานะเป็นของแข็ง
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนมีสถานะต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้
    1. ก๊าซ ได้แก่ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มี C1 - C4 เช่น CH4, C2H6,C2H4
    2. ของเหลว ได้แก่ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน C5 - C17 เช่น C6H14, C8H18
    3. ของแข็ง ได้แก่ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน C8 ขึ้นไป เช่น C20H42
6. การละลายน้ำ การที่สารใดละลายในอีกสารหนึ่งได้นั้น อนุภาคของตัวถูกทำลายจะต้องแทรกเข้าไปอยู่ระหว่างอนุภาคของตัวทำละลาย โดยเกิดแรงดึงดูดระหว่างตัวถูกละลายและตัวทำละลาย แล้วผสมเป็นสารเนื้อเดียว Rule of Thumb "Like dissolved like" จากกฎนี้จะได้ว่า โมเลกุลโคเวเลนต์มีขั้วจะละลายในโมเลกุลโคเวนเลนต์มีขั้ว โมเลกุลโคเวเลนต์ไม่มีขั้ว จะละลายในโมเลกุลโคเวเลนต์ไม่มีขั้ว โมเลกุล โคเวเลนต์ใดที่ละลายน้ำได้ควรเป็นโมเลกุลมีขั้ว ส่วนสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเป็นโมเลกุลโคเวเลนต์ไม่มีขั้ว ดังนั้นจึงไม่ละลายน้ำ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนลอลายได้ดีในตัวทำลายที่เป็นโมเลกุลโคเวเลนต์ไม่มีขั้ว เช่น เบนซีน คาร์บอนเตตระคลอไรด์ คลอโรฟรอม และไฮโดรคาร์บอนอื่น ๆ
โมเลกุลโคเวเลนต์มีขั้วทุกชนิดละลายน้ำได้ และถ้าเป็นโคเวเลนต์มีขั้วที่มีสภาพขั้วแรงมากละลาย น้ำจะแตกเป็นไอออน เช่น HCI ส่วนโมเลกุลโคเวเลนต์ที่มีขั่วที่มีสภาพขั่วไม่แรงละลายน้ำได้ไม่แตกเป็นไอออน

วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2557

ฮอร์โมน



การทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย มีการประสานงานร่วมกันอย่างกลมกลืน โดยตัวที่มีหน้าที่สำคัญในงานนี้คือ เส้นประสาท และฮอร์โมน
หน้าที่หนึ่งของฮอร์โมน คือการทำหน้าที่เช่นเดียวกับเป็นแม่บ้าน คอยดูแลตรวจตราให้แน่ใจว่า ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำหน้าที่ได้เป็นปกติ
ในขณะที่เราพบปะเจอะเจอกับสิ่งใหม่ๆ โดยไม่คาดคิดหรือเกิดความรู้สึกเครียด หรือเมื่ออยู่ในสถานการณ์คับขัน ฮอร์โมนเป็นตัวที่สำคัญในการสร้างปฏิกิริยาตอบโต้กับสถานการณ์คับขันเหล่านั้น
โดยที่ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์นั้นๆ จะถูกส่งมาจากอวัยวะรับความรู้สึก และจะถูกส่งต่อไปยังศูนย์ควบคุมที่สมอง หรือที่เรียกว่า "สมองส่วนนอก" (cortex brain) สมองส่วนนี้จะส่งสัญญานซึ่งแปลงเป็นปฏิกิริยาได้ 2 แบบ
แบบแรก คุณอาจแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ทันที สู้หรือหนี เช่น ถ้าคุณจะวิ่งหนี ข้อมูลจากสมองส่วนหน้าจะควบคุมกล้ามเนื้อให้คุณพร้อมที่จะวิ่งได้ทันที
แบบที่สอง สัญญาณจากสมองส่วนหน้าถูกส่งไปเพื่อให้เกิดกลไกการหลั่งฮอร์โมน เป็นการเตรียมร่างกายส่วนต่างๆ ของคุณให้พร้อมสำหรับรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
เห็นขั้นตอนเยอะแยะมากมายอย่างนี้ก็จริง แต่เชื่อไหมคะว่า ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น
ในภาพนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน ซ้ายและขวา ทางด้านซ้ายนั้นแสดงให้เห็นส่วนต่างๆ ที่ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเป็นประจำทุกวัน ซึ่งฮอร์โมนต่างๆ ที่ถูกผลิตขึ้นเหล่านี้จะทำหน้าาที่รักษาระดับเกลือและน้ำตาลในกระแสเลือดให้อยู่ในระดับปกติ รักษาระดับอุณหภูมิในร่างกายให้คงที่ หรือแม้แต่การตกไข่ในเพศหญิงให้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน
ส่วนกรอบทางด้านขวาของภาพแสดงให้เห็นส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ทำงานโดยอัตโนมัติเป็นผลมาจากการที่ฮอร์โมนแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบเมื่อเผชิญ "อันตราย"
สัญญาณที่ถูกส่งมาจากต่อมใต้สมอง (ต่อมพิทูอิทารี) ทำให้เกิดการปล่อยฮอร์โมนที่เรียกว่า ACTH เข้าไปในกระแสเลือด เมื่อฮอร์โมนดังกล่าวถูกส่งไปยังต่อมอะดรีนัลซึ่งอยู่ส่วนบนของไต หรือเรียกว่า "ต่อมหมวกไต" ฮอร์โมนดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ผลิตฮอร์โมนอะดรีนาลินและฮอร์โมนอื่นๆ เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมรับกับทุกสถานการณ์
ขณะที่ร่างกายแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบนั้น หัวใจจะเต้นเร็วขึ้นปอดจะขยายมากขึ้น ตับจะปล่อยน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานและเลือดจะถูกสูบฉีดเข้ากล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ไม่มีที่ใดเลยแม้แต่ระบบย่อยอาหารก็ได้รับการสูบฉีดเลือดอย่างเต็มที่










ทำไม...รอยสักจึงติดง่ายแต่ลบยาก




รอยสัก เป็นสิ่งที่มีคู่กันมากับมนุษย์ตั้งแต่สมัยโบราณ จุดประสงค์ในการสักก็ แตกต่างกันหลายประการ เช่น สักลงบนตัว เพื่อความเชื่อทางไสยศาสตร์หรือเพื่อความ สวยงาม เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะเพื่อจุดประสงค์ใดก็ตาม รอยสักนี้ก็ติดแน่นไม่ลบเลือนไป ง่าย ๆ ถ้าไม่ใช้กรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์เข้าช่วยลบรอยสักเหล่านี้
การสักผิวหนังให้เกิดเป็นรูปร่างหรือสีสันตามต้องการนั้น เป็นการใส่เม็ดสีเข้าไปที่ชั้นของหนังแท้ที่อยู่ใต้ชั้นของหนังกำพร้า เม็ดสีจะติดอยู่บนหนังแท้หรือถูกเซลล์ที่ชื่อ แมคโครฟาจส์ (macrophages) ซึ่งอยู่ในบริเวณนั้น "กลืน" เข้าสู่เซลล์
เซลล์แมคโครฟาจส์สามารถกลืนเม็ดสีและทำการย่อยได้ในกรณีที่เม็ดสีนั้นมีขนาดไม่ใหญ่มากนักหรือไม่ก็ส่งผ่านอนุภาคสีเหล่านี้ลงสู่เซลล์ผิวหนังที่อยู่ลึกกว่าอย่างช้า ๆ ซึ่งทำให้รอยสักจางลง เม็ดสีบางส่วนจะถูกส่งไปทำลายที่บริเวณต่อมน้ำเหลือง ซึ่งก็ทำให้ รอยสักจางลงเช่นกัน
สำหรับผู้ที่ต้องการลบรอยสักนั้น วิธีที่รวดเร็วในปัจจุบันคือการใช้เลเซอร์ จะทำให้เม็ดสีที่อยู่ที่หนังแท้นั้นแตกออก กลายเป็นอนุภาคเม็ดสีขนาดเล็ก ซึ่งทำให้พระเอกของเรานั่นคือ เซลล์แมคโครฟาจส์นั้นสามารถกลืนและย่อยสลายอนุภาคของเม็ดสีได้อย่างรวดเร็ว สนใจลบรอยสักด้วยเลเซอร์ไหมครับ?



สารต้านจุลินทรีย์ในอาหาร




สารต้านจุลินทรีย์ หมายถึง สารเคมีที่เติมลงในอาหารเพื่อป้องกันหรือชะลอการเสื่อมเสียของอาหาร อันเนื่องมาจากจุลินทรีย์ ซึ่งอาจเป็น ยีสต์ รา หรือแบคทีเรีย คุณสมบัติของสารต้านจุลินทรีย์ที่นำมาใช้ในอาหารนั้น ต้องเป็นสารที่ให้ผลดีในการยับยั้งจุลินทรีย์ได้ดี ภายใต้เงื่อนไขกว้างขวาง มีช่วงในการทำงานอย่างเพียงพอ มีความคงตัวในอาหารและ ไม่ทำปฏิกิริยากับสารอื่น ๆ ที่เติมลงไป หรือองค์ประกอบของอาหาร ไม่ก่อให้เกิดสี กลิ่น รส ที่ไม่ต้องการ
นอกจากนี้ต้องไม่เป็นสารที่ทำให้เกิดพิษต่อร่างกายด้วย การใช้สารต้าน จุลินทรีย์ในอาหารต้องใช้ในปริมาณความเข้มข้นต่ำสุดเท่านั้น ซึ่งประสิทธิภาพของสารต้านจุลินทรีย์จะขึ้นอยู่กับปริมาณจุลินทรีย์เริ่มต้นและองค์ประกอบทางเคมี และความเป็นกรด-เบสของอาหาร ตัวอย่างสารต้านจุลินทรีย์ในอาหารที่นิยมใช้กันทั่วไป เช่น เบนโซอิก และเบนโซเอท มักใช้ในอาหารพวก มาการีน มายองเนส ผักดอง มารีเนด แยม เยลลี่ สารไนเตรตและไนไตรต์ นิยมใช้ในอาหารพวกเนื้อหมัก การผลิตเนยแข็ง และมีการใช้กรด ซอร์บิก ในการทำเนยแข็ง มาการีน ผลิตภัณฑ์ปลา และผักผลไม้ดอง เป็นต้น

งา : เมล็ดพืชที่มีคุณค่าน่าสนใจ




งาเป็นพืชไร่ล้มลุกที่มีเมล็ดขนาดเล็กสีดำหรือสีขาวขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ปกติเราจะใช้เมล็ดงาเป็นส่วนปรุงแต่งอาหารพวกขนมหลายชนิด เช่น ขนมถั่วกระจก ถั่วตัด สลัดงา กระยาสารท ขนมคอเป็ด ขนมถั่วแปบ และพวกน้ำจิ้มทอดมัน สุกี้ ฯลฯ เนื่องจากเมื่อนำมาคั่วแล้วจะมีกลิ่นหอม น่ารับประทาน
จากการศึกษาพบว่าเมล็ดงาจัดเป็นอาหารที่มีคุณค่าน่าสนใจชนิดหนึ่ง เพราะในแต่ละเมล็ดเล็ก ๆ จะมีสารอาหารสำคัญ ๆ เข้าไปแออัดยัดเยียดอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมัน วิตามิน และเกลือแร่ต่าง ๆ
ไขมันในงาจะมีอยู่มากประมาณ 45-57% จัดเป็นไขมันที่มีคุณภาพดี เพราะมี กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง และไม่เกิดการเหม็นหืนง่าย เนื่องจากมีสารกันหืนตามธรรมชาติ นอกจากนั้นยังช่วยลดคอเรสเตอรอลในเลือดด้วย
ส่วนโปรตีนก็มีอยู่ไม่น้อยกว่า 20% เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง เพราะมีกรดอะมิโนที่จำเป็นอยู่ครบทุกชนิด โดยเฉพาะเมธิโอนิน ซึ่งมีอยู่น้อยในโปรตีนถั่วเหลือง แต่กลับมีมากในงา ดังนั้นผู้ที่บริโภคอาหารมังสวิรัติ ซึ่งร่างกายจะได้รับโปรตีนจากธัญพืชจึงต้องบริโภคเมล็ดงาร่วมกับเมล็ดถั่วด้วย จึงจะได้รับกรดอะมิโนที่จำเป็นอย่างเพียงพอ
ในเมล็ดงาจะอุดมไปด้วยวิตามินบีทุกชนิด (ยกเว้นวิตามินบี 12) ซึ่งจะช่วยในการบำรุงสมอง ประสาท และป้องกันโรคเหน็บชา ส่วนเกลือแร่จะมีมากถึง 4.1-6.5% ที่สำคัญ ก็คือ พวกธาตุเหล็ก ไอโอดีน สังกะสี แคลเซียม และฟอสฟอรัส โดยเฉพาะแคลเซียม และฟอสฟอรัสในงาจะมีอยู่มากกว่าผักชนิดอื่น ๆ ถึง 40 และ 20 เท่าตามลำดับ ดังนั้นงาจึงเป็นแหล่งของสารอาหารที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง ที่อาจจะช่วยบรรเทาโรคบางชนิดได้ เช่น โรคเหน็บชา โรคปวดตามข้อกระดูก เป็นต้น




โคเคน ไม้ต้องห้าม




โคเคน มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า "โคค่า" เป็นไม้ที่มีถิ่นกำเเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ในประเทศไทยมีผู้นำเข้ามาทดลองปลูกเพื่อการวิจัยมานานหลายปีแล้ว ที่สวนพฤกษศาสตร์ จังหวัดเชียงใหม่ ปรากฏว่าขึ้นได้ดีมาก ลักษณะเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ต้นสูง 0.5 - 3 เมตร กิ่งอ่อน มีรอยแผลระบายอากาศ
ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับหนาแน่นบริเวณปลายยอด ใบเป็นรูปไข่แกมรี ปลายแหลม โคนใบสอบ สีเขียวแกมเหลือง แผ่นใบด้านล่างสีจาง ไม่ค่อยจะสวยงามนัก
ดอก เป็น สีขาวแกมเหลือง ออกเป็นดอกเดี่ยว หรือเป็นกระจุกตามซอกใบ 4 - 8 ดอก ลักษณะดอกมีกลีบรองดอกสีขาว โคนเชื่อมกัน ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก ดอกโคนติดกันและกางออก ปลายแยกเป็นกลีบดอก 5 กลีบ ที่โคนมีกลีบดอกแต่ละกลีบมีกลีบประดับปลาย แยกออกเป็น 2 แฉก ใจกลางดอกมีเกสรตัวผู้ 10 อัน เกสรตัวเมีย 3 อัน เวลาดอกบานจะดูสวยงามดี ดอกออกเกือบทั้งปี
ผล เป็นผลเดี่ยวรูปรี เมื่อสุกมีสีแดง ขนาดกว้าง 6 - 8 มม. ยาว 9 - 11 มม. ก้านผลยาว 1 ซม. มีเพียงเมล็ดเดียว เวลาติดผลจำนวนมากจะสดใสน่าชมยิ่ง
โคโคน ขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเมล็ด หรือ ตอนกิ่ง ขึ้นได้ดีในดินทั่วไป เป็นไม้ชอบแดด ไม่ชอบน้ำท่วมขัง บำรุงด้วยปุ๋ยมูลสัตว์ 10 วันครั้ง รดน้ำพรวนดินสม่ำเสมอ ตัดแต่งกิ่งให้เป็นระเบียบ เวลามีดอกและผลจะดูสวยงามน่าชม
โคเคนเป็นต้นไม้ที่กฏหมายห้ามปลูก หรือมีไว้ครอบครอง ยกเว้นปลูกเพื่อเป็นการวิจัยในทางการแพทย์เท่านั้น เพราะเป็นพืชเสพติดร้ายแรงชนิดหนึ่งที่สามารถผลิต หรือผ่านขั้นตอนเป็นยาเสพติดได้





วันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2557

วัคซีนป้องกันมาลาเรียของ Patarroyo



เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกแถลงการณ์ว่าโลกจะปลอดจากการถูกมาลาเรียคุกคามในเวลาอีกไม่นาน เพราะเชื้อมาลาเรียจะถูกกำจัดให้สูญพันธุ์ไปจากโลกในทำนองเดียวกับฝีดาษ
ขณะนี้ทั่วโลกในแต่ละปีมีคนป่วยเป็นมาลาเรียถึง 300 ล้านคน และ 1.5 ล้านคน ซึ่งส่วนมากเป็นเด็กจะเสียชีวิตด้วยโรคนี้
แพทย์เชื่อว่ายุงเอเซียให้กำเนิดเชื้อมาลาเรีย และการสัญจรของผู้คนแถบนี้ได้แพร่กระจายเชื้อมาลาเรียไปสู่ทุกหนทุกแห่งในโลก ในประเทศที่พัฒนาแล้วมักไม่มีใครป่วยเป็นมาลาเรีย แต่ในประเทศที่กำลังพัฒนา 90% ของประชากรมีสิทธิ์เป็นไข้ด้วยโรคนี้
Charles Laveran แพทย์ชาวฝรั่งเศสเป็นบุคคลแรกได้ที่พบว่า มาลาเรียมีสาเหตุมาจากยุง และสำหรับวิธีการรักษานั้น มิชชันนารีที่ทำงานประจำในทวีปอเมริกาใต้ได้สังเกตเห็นว่าเวลาชาวบ้านคนใดป่วยเป็นมาลาเรีย เพื่อนบ้านจะเอาเปลือกของต้น cinchona มาต้มให้กินในเวลาต่อมานักเคมีได้สามารถสกัด quinine จากเปลือกไม้ชนิดนี้ และพบว่า quinine สามารถป้องกันและรักษามาลาเรียยุคนั้นได้ แต่เชื้อมาลาเรียก็ได้พัฒนาความสามารถในการฆ่ามนุษย์เพิ่มขึ้นอีก จนถึงบัดนี้ quinine ธรรมดาไม่สามารถทำอะไรเชื้อมาลาเรียได้เลย
วิธีการป้องกันและปราบปรามมาลาเรียที่ง่ายที่สุดคือการพยายามกำจัดแหล่งน้ำที่ขังนิ่ง เพราะยุงชอบวางไข่ในน้ำนิ่ง แต่ใครจะมีเวลาและเงินทองเพียงพอที่จะกำจัดแหล่งน้ำลักษณะนี้ให้หมดจากโลกได้
ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามพัฒนาวัคซีนป้องกันมาลาเรียขึ้นมา แต่ก็ยังไม่มีใครประสบความสำเร็จเลย
เมื่อประมาณ 30 ปีก่อนนี้ Manuel Elkin Patarroyo นักเคมีแห่ง Institute of Immunology ที่เมือง Bogota ในประเทศ Colombia ได้ประกาศว่า วัคซีน Spf66 ที่เขาพบสามารถป้องกันคนมิให้ล้มป่วยเป็นมาลาเรียได้ถึง 31% นั่นหมายความว่า จากจำนวนคน 300 ล้านคนที่จะล้มป่วยในแต่ละปี จะมีคน 93 ล้านคน ปลอดภัยจากโรคนี้
และเมื่อผลการทดลองใช้วัคซีน SPf66 ในสถานที่ต่างๆ ให้ผลดี รัฐบาล Bolivia จึงได้ประกาศซื้อวัคซีนนี้ 6 แสนชุด รัฐบาล Zaire ก็ต้องการวัคซีนนี้ 10 ล้านชุด รัฐบาล Mozambique ประกาศฉีดวัคซีนนี้ให้ประชากร 1 ล้านคน องค์การอนามัยโลกก็ได้ประกาศสนับสนุนการผลิตวัคซีนนี้ และ Patarroyo ได้รับการยกย่องให้เป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะผู้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศ Colombia มาก
แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์อีกจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่มีความเห็นว่า SPf66 ยังมิใช่วัคซีนที่ดี เพราะวัคซีนที่ดีนั้นจะต้องสามารถป้องกันไข้ได้ตั้งแต่ 80% ขึ้นไป
วงการวิทยาศาสตร์จึงมีความสนใจที่จะรู้ว่า SPf66 ดีจริงหรือไม่เพียงใด โดยจะนำมันไปทดสอบกับผู้คนในประเทศต่างๆ ที่กำลังถูกมาลาเรียคุกคามต่อไป
ในวารสาร Lancet ฉบับเดือนกันยายน พ.ศ.2539 ได้มีรายงานผลการใช้วัคซีน Spf66 กับเด็กกว่า 1,200 คนในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2536-2538 ผลปรากฏว่า SPf66 ทำงานไม่ได้ผลเลย และในปี พ.ศ. 2538 การทดลองใช้วัคซีนนี้กับเด็กในประเทศ Gambia ก็ไม่ได้ผลเช่นกัน
W.B. Ballou แห่ง Walter Reed Army Institute of Research ได้สรุปว่า Spf66 ไม่สามารถป้องกันมาลาเรียได้ และข้อมูลประสิทธิภาพ 0% แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การทดสอบวัคซีนต่อไปเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น
แต่นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ก็ยังมีความหวังอยู่บ้าง เพราะเมื่อ SPf66 ถูกนำมาทดสอบในประเทศ Tanzania ปรากฏว่าได้ผลถึง 31% การที่ข้อมูลจากไทยและ Tanzania แตกต่างกันมากเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า ประชากรใน 2 ประเทศมีความแตกต่างกันทางพันธุกรรม หรือมิฉะนั้นเชื้อมาลาเรียใน 2 ประเทศนี้มีโครงสร้างทางชีววิทยาที่ไม่เหมือนกัน หรือไม่ก็ส่วนประกอบทางเคมีของวัคซีนที่ใช้ใน 2 ประเทศแตกต่างกัน สาเหตุเหล่านี้มีผลทำให้ผลการรักษาแตกต่างกันได้ เมื่อเป็นเช่นนี้การที่จะยุติการทดสอบ Spf66 จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าทำ
จะอย่างไรก็ตามวัคซีน SPf66 ก็ได้กระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกหันมาสนใจพัฒนาวัคซีนกันขนานใหญ่
สำหรับตัว Patarroyo เองนั้น เขาบอกว่าเขาไม่เคยรู้สึกท้อแท้ เพราะถึงแม้วัคซีนของเขาจะเป็นที่ยอมรับบ้างและไม่ยอมรับบ้าง แต่เขาก็ยังมั่นใจว่า เขาไม่จำเป็นต้องตอบโต้ผู้ใด เขาถือว่าเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์โลกที่ 3 ที่กำลังทำงานวิจัยเยี่ยงนักวิทยาศาสตร์โลกที่ 1 เขาได้มีการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษแห่งชาติของ Colombia และเมื่อมีการสำรวจประชามติในประเทศ Patarroyo ก็ได้รับคะแนนนำลิ่วในฐานะเป็นบุคคลที่ทุกคนชื่นชม
Patarroyo บอกว่า ความสุขที่สุดของเขาหาใช่รางวัลร่วม 60 รางวัลที่เขาได้รับจากทั่วโลกไม่ แต่เป็นความรู้สึกที่ว่า ขณะนี้เด็กๆ ชาว Colombia หลายต่อหลายคนกำลังหันมาสนใจเรียนวิทยาศาสตร์มาก คือ 67% ของเด็ก Colombia มีความต้องการเป็นนักวิทยาศาสตร์แทนที่จะเป็นนักฟุตบอลแบบ Maradona
Patarroyo เองนั้นได้เริ่มสนใจวิทยาศาสตร์ตั้งแต่มีอายุได้ 11 ขวบ เขาใฝ่ฝันที่จะสังเคราะห์วัคซีนป้องกันไข้ จึงได้เข้าศึกษาวิชาแพทย์ที่ Bogota ประสบการณ์ที่นั่นทำให้เขารู้ว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร
หลังจากสำเร็จการศึกษา เขาได้ศึกษาต่อทางด้านไวรัสวิทยาที่มหาวิทยาลัย Yale และ Rockefeller ของสหรัฐอเมริกาเป็นเวลานานหลายปี เขาเริ่มสนใจไข้มาลาเรีย และได้พบว่าวิธีการที่จะป้องกันโรคนี้นั้นไม่ง่ายเลย เขามีความคิดที่จะสังเคราะห์ peptides ให้มีลักษณะเดียวกับสายพันธุ์เชื้อมาลาเรีย (Plasmodium falciparum) ที่ร้ายแรงที่สุด เขาจึงได้ทดสอบ peptides หลายรูปแบบเพื่อศึกษาความสามารถในการสร้าง antibody ในลิงก่อน และในปี พ.ศ. 2530 เขาก็รายงานว่า วัคซีนของเขาสามารถป้องกันลิงให้ปลอดจากมาลาเรียได้ 50%
การทดสอบในเวลาต่อมาแสดงให้เห็นว่าวัคซีนของเขาปลอดภัย แต่มีประสิทธิภาพไม่แน่นอน นักวิจัยปลายคนมีความเห็นว่า ความแปรปรวนด้านประสิทธิภาพเช่นนี้เป็นประเด็นที่จะต้องศึกษาว่าเหตุใดในบางครั้งวัคซีนจึงทำงานได้ผล แต่ในบางครั้งวัคซีนไร้สมรรถภาพอย่างสิ้นเชิง และความแปรปรวนทางพันธุกรรม เป็นตัวกำหนดความแปรปรวนของประสิทธิภาพหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ SPf66 เป็นวัคซีนป้องกันมาลาเรียชนิดเดียวเท่านั้นที่ได้รับการทดสอบภาคสนามอยู่ ถึงแม้ว่าผลการวิจัยของ Patarroyo จะได้รับการวิพากษ์วิจารณทั้งทางบวกและทางลบมากมายแต่ตัว Patarroyo ก็ยังคงทำงานพัฒนาวัคซีนของเขาต่อไปอย่างมีความสุข
คงมีพวกเราหลายคนใฝ่ฝันที่จะได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองชอบ เช่น Patarroyo ใช่ไหมครับ




















เมื่อคนใช้ไตหมูแทนไตเทียม



นักวิทยาศาศาสตร์ได้ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะของคน จากบุคคลหนึ่งให้อีกบุคคลหนึ่งได้สำเร็จมามากมายโดยเฉพาะการเปลี่ยนไต ที่มีการผ่าตัดเปลี่ยนไปจากญาติ หรือผู้บริจาคให้กับผู้ป่วย และผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขมาแล้วหลายหมื่นรายทั่วโลก แต่ผู้ป่วยที่รอการเปลี่ยนไตก็นับวันจะมีมากขึ้น จนเริ่มมีปัญหาว่าไตที่รอบริจาคไม่พอ และมีข่าวที่น่าสังเวชเกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยเองที่มีคนขายไตตัวเองให้กับเศรษฐีต่างประเทศที่ป่วย และต้องการผ่าตัดเปลี่ยนไต
แต่ปัจจุบันนี้ มีข่าวใหญ่เกิดขึ้นในวงการแพทย์ เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อผลิตไตสำรองสำหรับใช้ผ่าตัดเปลี่ยนให้กับผู้ป่วย โดยไตสำรองนี้มาจากหมูที่ได้รับการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมใหม่
ที่จริงนักวิทยาศาสตร์ได้พยายามทดลองผ่าตัดเอาอวัยวะสัตว์มาเปลี่ยนให้คนไข้ตั้งแต่ พ.ศ. 2507 โดยรายแรกคือการผ่าตัดเปลี่ยนไตจากลิงซิมแพนซีให้กับผู้ป่วยในสหรัฐอเมริกา จำนวน 6 คน ผู้ป่วย 5 คน เสียชีวิตภายในไม่กี่ชั่วโมง มีผู้ป่วยคนเดียวที่รอดชีวิต แต่ก็อยู่ได้นานเพียงแค่ 9 เดือน หลังจากนั้นก็มีการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะของสัตว์ให้กับผู้ป่วยหลายครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก
ปัญหาที่สำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ไม่ใช้เพราะการผ่าตัดโดยตรง แต่เป็นเพราะระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของมนุษย์เอง ที่จะผลิตสารขึ้นมาต่อต้านสิ่งแปลงปลอมที่เข้าสู่ ร่างกาย ดังเช่น อวัยวะของสัตว์ที่ผ่าตัดเปลี่ยนให้กับมนุษย์ จึงถูกระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเอง จัดการทำลายทำให้อวัยวะสำรองนั้นเสียหาย และผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด
เพื่อแก้ปัญหาการไม่ยอมรับอวัยวะของสัตว์ นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้เทคโนโลยีชีวภาพการปรับเปลี่ยนพันธุกรรม เพื่อให้เซลล์ของสัตว์นั้นผลิตโปรตีนที่พบในมนุษย์ ซึ่งเมื่อนำอวัยวะของสัตว์มาเปลี่ยนแล้วระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของผู้ป่วยจะได้ไม่ทำลายอวัยะ ดังกล่าว และยอมรับที่จะทำงานเชื่อมต่อกับอวัยวะนั้นเข้าสู่ระบบในร่างกาย
ล่าสุด บริษัท IMUTRAN ในประเทศอังกฤษได้ประกาศว่า บริษัทได้ประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมของหมูให้เซลล์ของหมูนั้นสามารถผลิตโปรตีนที่ยอมรับโดยระบบภูมิคุ้มกันของคนได้แล้ว ซึ่งจะสามารถใช้หมูนั้นผลิตอวัยวะสำรองให้กับผู้ป่วยที่ต้องการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ เช่น ไต ตับ และหัวใจได้
สัญญาณเตือนภัย
นักวิทยาศาสตร์กลุ่มใหญ่ในยุโรปได้แสดงความห่วงใยเกี่ยวกับปัญหาที่อาจเกิดตามมาจากการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะของสัตว์มาให้กับมนุษย์ ตุลาคม พ.ศ.2538 นิตยสารวิทยาศาสตร์ Xeno ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของนักวิทยาศาสตร์ พบว่า 70% ของนักวิชาการเป็นห่วงเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีในด้านนี้ที่เกิดขึ้นรวดเร็วเกินไปจนขาดความระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัยที่อาจมีผลกระทบต่อผู้ป่วยเอง และต่อสังคมโดยส่วนรวม
โรคชนิดใหม่
โรคร้ายมีการถ่ายทอดจากสัตว์สู่คนได้ ดังที่เคยเกิดขึ้นแล้วหลายครั้งในอดีตเช่นไวรัสจากนกพิราบที่ก่อให้เกิดโรคสมองในคน โรคเอดส์ที่เชื่อว่าเกิดจากไวรัสในลิงหรือล่าสุด โรควัวบ้า ซึ่งเชื้อโรคเหล่านี้ อาจไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ดังกล่าว แต่เมื่อถ่ายทอดสู่มนุษย์กลับก่อให้เกิดโรคอย่างรุนแรงได้
เช่นกัน ถ้าอวัยวะสำรองมาจากสัตว์ที่มีเชื้อโรคบางอย่างอยู่ เชื้อนั้นย่อมถ่ายทอดเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยเชื้อ โรคนั้นอาจไม่เป็นอันตรายโดยตรงก็ได้ แต่อาจกลายพันธุ์หรือผสมกับเชื้ออื่นทำให้เกิดโรคชนิดใหม่ขึ้น ผู้ป่วยนั้นอาจแพร่เชื้อต่อ กลายเป็นปัญหาโรคระบาดชนิดใหม่ของโลกก็ได้
ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ใช้ปราศจากเหตุผลและหลักฐาน ในปี พ.ศ. 2531 Julie Overlangh และคณะวิจัยจากสถาบันสาธารณสุขฮาร์วาด ในสหรัฐอเมริกา ได้ทดลองใส่เซลล์ retrovirus (Fel V-A) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ไม่มีพิษภัยอะไร ใส่เข้าไปในเซลล์ของแมว ปรากฏว่าในการทดลอง 10 ครั้ง พบว่ามีอยู่ 9 ครั้งที่เกิดไวรัสชนิดใหม่ขึ้นและหนึ่งในไวรัสใหม่นั้นเป็นเชื้อไวรัสที่ทำลายภูมิคุ้มกันของแมว เช่นเดียวกันกับโรคเอดส์ที่เกิดกับมนุษย์ และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เชื้อไวรัสนั้นสามารถเข้าทำลายเซลล์ของสุนัขได้อีกด้วย เซลล์ไวรัสที่เกิดขึ้นใหม่นี้ไม่เพียงแต่อันตรายกว่าเซลล์ไวรัสพ่อแม่ที่ใส่เข้าไป อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนสิ่งมีชีวิตที่เป็นที่อาศัยได้ใหม่ (คือจากแมวเป็นสุนัข) ซึ่งที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า การใส่เซลล์ไวรัสที่ไม่เป็นอันตรายเข้าสู่เซลล์สัตว์โดยตรงและปล่อยให้เซลล์เหล่านั้นปฏิสัมพันธ์กับไวรัสอื่นในเซลล์ได้อย่างอิสระ
เป็นไปได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับการทดลองนี้ อาจเกิดขึ้นกับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะสัตว์ (พันธุกรรมใหม่) ให้กับมนุษย์ได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีของมนุษย์ความเสี่ยงจากการเกิดไวรัสใหม่ได้สูง เพราะหนึ่งผู้ป่วยที่ผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะมักจะได้รับยาเพื่อกดระบบภูมิคุ้มกันไม่ให้ทำงาน ซึ่งจะทำให้เชื้อโรคต่างๆ (ทั้งใหม่และเก่า) เข้าทำลายเซลล์ได้ง่ายขึ้น และสอง อวัยวะสำรองจากสัตว์ที่ผ่าตัดเปลี่ยนให้กับมนุษย์ จะรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายของมนุษย์ เซลล์สัตว์ (และไวรัสเชื้อโรค) จะเคลื่อนที่ไปอวัยวะต่างๆ และสามารถปรับตัวเข้ากับมนุษย์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นที่อาศัยใหม่นี้ได้
แม้ว่านักวิชาการบางส่วนเสนอวิธีแก้ไขว่า ควรจะเลี้ยงสัตว์ที่จะนำมาผ่าตัดใช้อวัยวะสำรองในสภาพปลอดเชื้อให้มากที่สุด และมีการตรวจหาเชื้อโรคสำคัญประมาณ 50 ชนิด ก่อนที่จะใช้อวัยวะสำรองเหล่านั้น แต่ข้อเสนอดังกล่าวก็ได้รับการโต้แย้งว่า สัตว์หลายชนิดเมื่อเกิดมาก็มีเชื้อโรคอยู่ในร่างกายเลย และเชื้อไวรัสในร่างกายสัตว์เหล่านี้ เป็นเชื้อที่นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่รู้จักมาก่อน จึงไม่รู้ว่าจะทำการทดสอบตรวจหาเชื้อนั้นอย่างไรเพราะเชื้อเหล่านั้นอาจไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์แต่อย่างใด แต่เมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้













วิตามินซีคุ้มกันมะเร็งได้



นักวิจัยชาวสหรัฐฯ เสนอให้รัฐบาลแนะนำประชาชนบริโภควิตามินซีในผัก และผลไม้ให้มากขึ้นกว่าเดิมอีก 2-3 เท่า เพราะได้หลักฐานเพิ่มเติมในระยะ 20 ปีที่ผ่านมาว่า มีสรรพคุณสามารถป้องกันโรคมะเร็งร้ายได้หลายชนิด
คณะนักวิจัยสถาบันสาธารณสุขแห่งชาติ ของสหรับฯ ได้เสนอให้บริโภควิตามินซีจากผักและผลไม้ เพิ่มขึ้นจากที่เคยบอกไว้เมื่อ พ.ศ. 2523 จาก 60 มิลลิกรัม เป็น 100-200 มิลลิกรัม เพราะมีรายงานผลการวิจัยต่าง ๆ ยืนยันในระยะหลังมากขึ้นว่า หากบริโภคผักและผลไม้วันละ 5 มื้อ จะช่วยป้องกันมะเร็งระบบทางเดินอาหาร ลำไส้ และระบบทางเดินหายใจได้ แต่บอกเตือนไว้ว่า การกินมากกินไปจะเป็นโทษ ร่างกายสามารถรับได้อย่างมากเพียงวันละไม่เกิน 200 มิลลิกรัมเท่านั้น มากเกินกว่านี้จะถูกขับออก และอาจทำให้เป็นนิ่วในไตได้
รายงานระบุว่า การบริโภควิตามินซีในผักและผลไม้เพิ่มขึ้นให้ได้ว้นละ 200 มิลลิกรัม จะช่วยป้องกันมะเร็งในช่องปาก หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหารและปอด แต่จากากรทดลองโดยการกินวิตามินซีเม็ด ไม่อาจป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารได้
วิตามินซี เป็นวิตามินที่จำเป็นสำหรับร่างกาย เพราะทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างปกติ และเป็นวิตามินที่ร่างกายไม่อาจผลิตได้เอง ปริมาณวิตามินซีในผักและผลไม้แตกต่างกันไปตามฤดูกาล ผักและผลไม้ที่เก็บรักษาเอาไว้นานกว่าจะบริโภค จะทำให้ปริมาณวิตามินซีเสื่อมหายไปได้ถึง 33 % การหุงต้มก็เป็นการทำให้วิตามินซีสูญหายไปได้ 50-80 % นักวิชาการแนะนำว่า หารหุงต้มผักควรใช้น้ำให้น้อยที่สุด หรือใช้เตาไมโครเวฟ เพื่อป้องกันการสูญเสียวิตามินซีไป



สรรพคุณ (ลับเฉพาะ) ของวิตามินซี



วิตามินซี หรือที่เรียกว่า กรดแอสคอร์บิคใครที่เคยเรียนสุขศึกษาย่อมรู้ดีว่ามีมากในผลไม้ตระกูลส้ม วิตามินชนิดนี้สามารถช่วยปกป้องดีเอ็นเอที่อยู่ในตัวสเปิร์มได้ ผลที่ตามมา ก็คือ ลูกหลานที่จะเกิดจากสเปิร์มนั้น จะแข็งแรงปลอดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม หลายอย่าง นอกจากนี้กรดแอสคอร์บิคยังช่วยคุ้มครองโมเลกุลบางชนิด ซึ่งมีหน้าที่ช่วยการเคลื่อนไหวของสเปิร์ม (เช่น สารจำพวกไขมัน) สเปิร์มจึงมีกำลังวังชาดีขึ้นด้วยและวิตามินซี ยังมีส่วนในการป้องกันอันตรายจากสารพิษ คือโมเลกุลออกซิเจนที่มีอิเล็กตรอนไม่พอดี (oxygen radicals) ซึ่งมักจะออกอาละวาด ทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (oxidation) ที่รุนแรง จนส่วนประกอบของเซลล์ต้องบอบช้ำอยู่เสมอ
คุณบรูซ เอมส์ แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เมืองเบอร์คลีย์ กล่าวว่า เซลล์แต่ละเซลล์ในร่างกายของคนเรา ต้องเผชิญกับปฏิกิริยาออกซิเดชันไม่น้อยกว่าวันละ 10,000 ครั้ง ทำให้เซลล์ของเรา "โทรม" ไปทีละเล็กละน้อย เป็นสาเหตุหนึ่งของความแก่ชราและโรคาพยาธิทั้งหลาย ปฏิกิริยาเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง เพราะสารอันไม่พึงประสงค์ เช่น เปอร์ออกไซด์ และซูเปอร์ออกไซด์ นั้นล้วนแต่มีปฏิกิริยาที่ "ไวไฟ" และเกิดขึ้นจากกระบวนการเมแทบอลิซึมตามปกติธรรมดา ซึ่งสิ่งมีชีวิตจะขาดเสียมิได้ เพราะจำเป็นสำหรับการสกัดและการถ่ายทอดพลังงานในร่างกาย
แม้ว่าจะมีสารยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชัน แถมด้วยเอนไซม์ที่เร่งปฏิกิริยารีดักชัน คอยต่อต้านแผลร้ายต่าง ๆ ดังกล่าวอยู่แล้วโดยธรรมชาติ แต่ถ้าเมื่อไหร่ต่อต้านไม่ไหว ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นกับไขมัน โปรตีน และดีเอ็นเอของเซลล์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดีเอ็นเอของสเปิร์มในเพศชายและของไข่ในเพศหญิง ความเสียหายเหล่านี้จะนำไปสู่ความพิการตั้งแต่แรกเกิดของทารก โรคพันธุกรรมและโรคมะเร็งบางชนิด ที่มักจะเกิดในวัยเด็ก
ถ้าจะพูดกันตรง ๆ แล้ว ความผิดปกติทางพันธุกรรมทั้งหลาย มักมีสาเหตุจากดีเอ็นเอของพ่อมากกว่าแม่ เช่น มะเร็งที่มีชื่อว่า เรติโนบลาสโตมา (Retinoblastoma) มะเร็งชนิดนี้มีความเกี่ยวโยงกับความผิดปกติของสเปิร์มอย่างแน่นอน เหตุที่สเปิร์มมีโอกาสผิดเพี้ยนได้มากกกว่าไข่นั้น อาจเป็นเพราะว่าการสร้างสเปิร์มต้องมีการแบ่งเซลล์มากครั้งกว่าคือ ต้องแบ่งถึง 380 ครั้ง ในขณะที่ไข่ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์ของเพศหญิงแบ่งตัวเพียง 23 ครั้ง ความผิดเพี้ยน (mutation) ก็เกิดขึ้นในระยะการแบ่งตัวนี่เอง เพราะเป็นช่วงเวลาที่การ ซ่อมแซมเซลล์หยุดชะงัก
ความเข้มข้นของกรดแอสคอร์บิคในน้ำอสุจินั้น เมื่อวัดดูก็ปรากฏว่าสูงกว่าในพลาสมาของเลือดถึง 8 เท่า เอมส์จึงเชื่อว่า วิตามินซีมีส่วนช่วยป้องกันสเปิร์มแน่ โดยเฉพาะในระหว่างการแบ่งเซลล์ซึ่งเซลล์จะอ่อนแอเป็นพิเศษ
กรดแอสคอร์บิคละลายได้ในน้ำและเป็นตัวรีดิวซ์ (reducer) นั่นคือ มีฤทธิ์ตรงข้ามกับสารที่ก่อปฏิกิริยาออกซิเดชัน ดังนั้นถ้ามีกรดแอสคอร์บิคน้อยเกินไป ก็แสดงว่า อาจเกิดความเสียหายแก่ดีเอ็นเอของสเปิร์มได้มาก
ปริมาณของกรดแอสคอร์บิคมีผลต่อความเสียหายของดีเอ็นเอ อย่างไร ?
ด้วยความอยากรู้ เอมส์จึงได้ทำการวิจัยจากผลการวิจัย ทีมงานของเอมส์เชื่อว่า ขณะที่เชื้ออสุจิยังอยู่ในท่อนำน้ำอสุจิ (seminiferous tubules) หลังจากการผลิตขึ้นมาใหม่ ๆ นั้นกรดแอสคอร์บิคจะร่วมกับสารต่อต้านปฏิกิริยาออกซิเดชัน ทำหน้าที่เป็นปราการด่านแรก เพื่อปกป้องยีนที่อยู่ในสเปิร์ม
คนสูบบุหรี่ยิ่งต้องการวิตามินซีในอาหารมากขึ้น เพราะสารพวกไนโตรเจนออกไซด์ที่มากับควันบุหรี่นั้น มีฤทธิ์ทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (oxidation) อย่างรุนแรง และยังมีรายงานวิจัยใหม่ ๆ ชี้ให้เห็นว่า ถ้าผู้ที่กำลังจะเป็นพ่อคนยังสูบบุหรี่ ลูกที่เกิดมาอาจมีโอกาส เป็นมะเร็งของเม็ดเลือด มากกว่าลูกของครอบครัวที่ปลอดบุหรี่
เอมส์สรุปลงท้ายว่า ความรู้ใหม่นี้จะทำให้คนเห็นคุณค่าของวิตามินซี และนักโภชนา การจะได้ช่วยกันคิดคำนวณว่าคนเราควรจะได้รับสารต่อต้านปฏิกิริยาออกซิเดชัน เช่น วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน วันละสักเท่าใด จึงจะพอเหมาะและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ









โยเกิร์ตเพื่อสุขภาพ...จริงหรือ



ทั้งนมเปรี้ยวชนิดใสและโยเกิร์ตที่ข้นขึ้นมาหน่อย มักจะได้รับการกล่าวขานว่าเป็นอ าหารเพื่อสุขภาพที่ดี สาวตัวแทนขายนมเปรี้ยวบางยี่ห้อบรรยายสรรพคุณของจุลินทรีย์ แลคโตบาซิลลัสว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ แพทย์เอง< WBR>ก็ยอมรับว่าแบคทีเรียที่ว่ามานั้นมีคุณสมบัติในการช่วยให้เส้นผมเจริญงอกงาม ป้องกันการเกิดสิวฝ้า จึงมีผู้นิยมเติม แบคทีเรียลงไปในอาหาร โดยเฉพาะประเภทนม
นักวิจัยกลุ่มหนึ่งจากคณะแพทย์ศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยทัฟส์ ได้ศึกษาถึงผลของ แบคทีเรียแลคโตบาซิลลัส จีจี (Lactobacillus GG) ซึ่งเป็นชนิดที่สามา รถคงอยู่ได้ในระบบลำไส้ของมนุษย์ (แบคทีเรียชนิดอื่นที่เติมลงไปในนมเปรี้ยวไม่ได้รับการยืนยัน) และพบว่าทารกจะมีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรงกว่าปกติ จาก 72 ชั่วโมงเหลือเพียง 48 ชั่วโมง จาก ตัวอย่างเด็กทารก 150 ราย ในฟินแลนด์ ที่นิยมให้โยเกิร์ตเป็นอาหารแก่เด็ก พบ< WBR>ว่าจะทำให้การรักษาอาการขาดน้ำอันเนื่องมาจากท้องเสียยากกว่าเด็กในแถบอื่น สำหรับผู้ใหญ่ที่นิยม บริโภคนมเปรี้ยวพบ ว่าจะมีภูมิต้านทานต่อการท้องเสียและการขาดน้ำในลำไส้ลดลง และที่ โรงพยาบาลในเมืองลิมา ประเทศเปรู กำลังศึกษาอยู่ว่าเ ป็นเพราะแบคทีเรียจีจีนี้หรือไม่ที่เป็นสาเหตุของการที่เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบต้องเสียชีวิตโดยโรคท้องร่วง
สถาบันวิจัยมะเร็งของอเมริกาได้รายงานว่า แบคทีเรียแลคโตบาซิลลัส จีจี สามาถ รักษาอาการก้อนเนื้องอกในหนูทดลองได้จากอัตราเดิม 4 เหนือ เพียง 1.5 ส่วนซึ่งเป็นด้านดีของแบคทีเรียชนิดนี้ แต่นั่นเป็นเฉพาะผลที่เกิดกับหนูทดลองเท่านั้น คนไม่เกี่ยว ฝ่ายไม่นิยมการดื่มนม เปรี้ยวแย้งมา
สร้างค่านิยมดื่มน้ำเปล่าเพื่อสุขภาพ ก็เป็นคนรุ่นใหม่ได้ไม่แพงอีกต่างหาก



โรคทางพันธุกรรม

โรคทางพันธุกรรม เป็นได้หลายลักษณะ เป็นลักษณะยีนเด่น (Dominant gene) ยีนด้อย (recessive gene) ยีนในโครโมโซมเพศ (X-linked) และมัลติเปิลยีน (multiple gene) ดังตารางนี้

คาบ
โรค
ยีนเด่นยีนด้อยยีนในโครโมโซมเพศมัลติเปิลยีน
1

    มีประมาณ 1,489 โรค
  •  Neurofibromatosis 
  • Achondroplasia
  • Chronic simple glaucoma
  • Huntigton disease
  • Familial hypercholes+lrolemia
  • Polydactyly

    ~ 1,117 โรค
  • Cysitic frbrosis
  • Galactosemia
  • Phenylketonuria
  • Sickle cell disease
  • Thalassemia
  • Tay-Sachs disease

    ~ 205 โรค
  • Agammaglobulinemia
  • Color blindness
  • Hempohilia
  • Muscular dystrophy
  • Spinal ataxia

    เกิดจากหลายสาเหตุ
  • Cleft lip and/or palate
  • Clubfoot
  • Congenital dislocat
    of the lip
  • Spinabifida
  • Hydrocephalus
  • Pyloric stenosis



โรคท้าวแสนปม (neurofibromatosis)
เป็นโรคผิวหนังเป็นปม เป็นติ่งงอกตามตัวเต็มไปหมดนับเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ แสน ปม จึงเป็นที่มาของชื่อโรคนี้ โรคนี้เป็นโรคทางพันธุกรรมถ่ายทอดไปโดยยีนเด่น หลายความว่าคนเป็นโรคนี้จะมีลักษณะของยีนที่เป็น homoygous dominant และ heterozygous ที่จะแสดงอาการของโรคนี้
ลักษณะผิวหนังจะพบว่ามีติ่งผิวหนัง มีปมมีตุ่มเต็มไปทั่วร่างกายจำนวนร้อย ๆ ขนาด ติ่งมีตั้งแต่ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวไปจนถึงก้อนเนื้อใหญ่ ๆ น้ำหนักอาจหนักถึง 2-3 กิโลกรัมก็มี ส่วนหนึ่งที่ไม่มีติ่งงอกขึ้นมา อาจมีสีเข้มขึ้นเป็นหย่อม ๆ ขนาด 2 - 5 เซนติเมตร และมีลักษณะเป็นรูปไข่ บางหย่อมมีสีเข้มมากจนกลายเป็นปานดำและมีขนขึ้นมาเต็มแดงบริเวณรักแร้จะพบจุดดำ ๆ คล้ายตกกระไปหมด
ติ่งหรือปมผิวหนังนี้ปกติมักจะไม่แสดงอะไรนอกจากมีขนาดโตขึ้นทุกวัน แต่บางรายเจ้าที่นิ่ม ๆ นี้อาจกลายเป็นเนื้อร้ายได้ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นมีอยู่แค่ 2 - 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
โรคนี้นอกจากพบความผิดปกติที่ระบบผิวหนังแล้ว ยังมีความผิดปกติที่ระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อ ระบบต่อมไร้ท่อ แลระบบกระดูก
ความผิดปกติอาจพบที่ต่อมไร้ท่อ เช่น ทำให้มือเท้าโตเท่าใบพาย รูปร่างเตี้ย แคระแกร็น ระบบกระดูกอาจเกิดการผุกร่อน ทำให้เกิดอาการหลังค่อม หรือบางครั้งกระดูกถึงกับหักได้ บางรายเป็นโรคปัญญาอ่อน เป็นโรคชัก เป็นเนื้องอกในสมอง 

ต่อมลูกหมากคืออะไร

  1. ต่อมลูกหมากคืออะไร
    ต่อมลูกหมากเป็นต่อมที่อยู่รอบท่อปัสสาวะส่วนต้นบริเวณโคนอวัยวะเพศของผู้ชายคนมักเข้าใจผิดว่าต่อมลูกหมากคือลูกอัณฑะ ที่ถูกต้องคือ ลูกอัณฑะมีหน้าที่สร้างเชื้ออสุจิ และต่อมลูกหมากมีหน้าที่สร้างน้ำหล่อเลี้ยงเชื้ออสุจิ
  2. ต่อมลูกหมากโตเกิดขึ้นได้อย่างไร
    ต่อมลูกหมากในผู้ชายที่โตเต็มที่จะประมาณเท่ากับลูกเกาลัด เมื่ออายุมากขึ้นเนื้อเยื่อจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเนื้องอก (ชนิดธรรมดา) โดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าเกิดจากอะไร เมื่อเซลล์แตกตัวมากขึ้นก็ทำให้ขนาดต่อมลูกหมากโตขึ้นเรื่อยๆจนไปกดหรือเบียดท่อปัสสาวะ ทำให้เกิดอาการปัสสาวะขัดขึ้น
  3. โรคต่อมลูกหมากโตมีอาการอย่างไร
    โรคต่อมลูกหมากโตเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมี 2 ระยะคือ
    ระยะแรก จะมีอาการปัสสาวะบ่อย จากที่เคยลุกขึ้นปัสสาวะในตอนกลางคืน 1-2 ครั้ง หรือไม่ลุกเลย จะลุกขึ้นบ่อย 3-4 ครั้งขึ้นไปจนรบกวนการนอนหลับ ในเวลากลางวันก็มีอาการปัสสาวะบ่อยแต่คนไข้จะปรับตัวได้จนไม่รู้สึก
    ระยะที่สอง ต่อมาจะรู้สึกว่าปัสสาวะนานกว่าจะออก ต้องเบ่งบางครั้งต้องรอ 1-2 นาทีจึงจะออกและจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ปัสสาวะไม่พุ่ง แทนที่จะพุ่งไปข้างหน้าก็พุ่งน้อยลง พอปัสสาวะเสร็จยังมีหยดออกมาอีก ในที่สุดจะปัสสาวะไม่ออกเลย
    คนไข้มักจะมาหาหมอด้วยอาการปัสสาวะไม่ออกเลย ปัสสาวะแน่นท้องต้องใช้วิธีสวนออกให้ และให้การรักษาต่อไป
  4. โรคนี้หากไม่ได้รับการรักษาจะมีภาวะแทรกซ้อนอย่างไร
    ในกระเพาะปัสสาวะปกติมีปัสสาวะประมาณ 400-500 มิลลิลิตร ถ้าปัสสาวะไม่หมดมีปัสสาวะค้างอยู่อย่างที่หนึ่งคือ ทำให้เกิดการตกตะกอน และเป็นนิ่วได้ อย่างที่สองคือเกิดการติดเชื้อขึ้น หากไม่ได้รับการรักษาเลยก็อาจมีผลต่อไต
  5. หมอจะทำอะไรให้เมื่อคนไข้มาหา
    ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องของอาการมากกว่า คนไข้มักมีคุณภาพชีวิตเสีย ต้องปัสสาวะบ่อยๆ ต้องลุกขึ้นบ่อยๆ หน้าที่ของหมอคือทำให้อาการดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
    ฉะนั้นเวลาที่อาการปัสสาวะไม่ออกอย่าตกใจ ให้มาหาหมอเพื่อหาสาเหตุ เนื่องจากมีบางโรคที่มีอาการคล้ายต่อมลูกหมากโต หลังจากแยกโรคแล้วว่าไม่ใช่โรคอื่น ก็จะดูอาการเป็นหลัก
    หากมีอาการน้อยก็แนะนำให้เปลี่ยนพฤติกรรมโดยไม่ต้องใช้ยา
    ถ้ามีอาการมากหมอจะให้ยากินเพื่อขยายท่อปัสสาวะ
    วิธีสุดท้ายคือผ่าตัด เพื่อขูดต่อมลูกหมาก
  6. ในคนไข้ที่มีอาการน้อยๆ ควรเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไร
    จุดใหญ่คือคนที่อายุมากขึ้นจะมี ปัญหาเรื่องปัสสาวะแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นมากเป็นน้อย วิธีปฏิบัติตัวคือ
    1. หลักเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะ ก่อนนอนอย่าดื่มน้ำมาก และให้ปัสสาวะก่อนเข้านอน เพราะกลางคืนจะได้ไม่ต้องลุกขึ้นบ่อย กลางวันไปไหนก็อย่ากลั้นปัสสาวะ ปวดแล้วก็ควรจะปัสสาวะ เพราะกลั้นแล้วจะทำให้เป็นมากขึ้น
    2. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้ปัสสาวะออกมาเยอะ
    3. อย่านั่งจักรยานหรือทำอะไรที่สะเทือนต่อมลูกหมาก เพราะจะทำให้ปัสสาวะไม่ออก
    4. ถ้าเป็นไปได้ควรมีการร่วมเพศบ้าง เวลามีน้ำเชื้อออกมาบ้างจะทำให้ต่อมลูกหมากไม่บวม
  7. การผ่าตัดโดยเลเซอร์ดีกว่าการผ่าตัดธรรมดาจริงหรือไม่
    สมัยก่อนจะผ่าตัดต่อมลูกหมากและขูดต่อมลูกหมาก ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมและปลอดภัย ระยะหลังมีการรักษาเกี่ยวกับการผ่าตัดเพิ่มขึ้น 4 - 5 วิธี ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายเยอะคนไข้ก็จะเข้าใจผิดว่าเป็นการรักษาที่ดีมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หลักในการรักษา 3 อย่างง่ายๆ คือ แนะนำให้เปลี่ยนพฤติกรรม ถ้าอาการมากขึ้นก็ให้กินยา ถ้ามากขึ้นไปอีกก็ให้ขูดต่อมลูกหมาก
  8. โรคต่อมลูกหมากโตสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่
    คำถามนี้ตอบยาก โรคส่วนใหญ่ไม่มีหายขาดนอกจากโรคติดเชื้อบางอย่าง โรคต่อมลูกหมากเป็นโรคเนื้องอกในต่อมลูกหมาก การรักษาโดยผ่าตัดก็ไม่ได้ตัดต่อมลูกหมากเพียงแต่เอาเนื้องอกออก ซึ่งก็เกิดขึ้นใหม่ได้ แต่การเปลี่ยนพฤติกรรมดังที่กล่าวไปแล้ว มีส่วนทำให้อาการดีขึ้น บางส่วนอาจไม่ดีขึ้นแต่ก็ไม่แย่ลง
  9. โรคนี้ป้องกันได้หรือไม่
    ขณะนี้ยังไม่ได้ เพราะต่อมลูกหมากโตเกิดจากสาเหตุอะไรไม่รู้ ที่แนะนำคือป้องกัน ไม่ให้อาการแย่ลงแต่วิธีป้องกันไม่ให้เกิดยังไม่มี










สรุป

โรคนี้เป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงและรักษา ไม่หายขาดแต่มีอาการดีขึ้นได้ หากเปลี่ยนพฤติกรรม คือ อย่ากลั้นปัสสาวะ งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หากมีอาการมากขึ้นก็ควรพบแพทย์เพื่อรักษา ตามขั้นตอน
ที่สำคัญอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาที่บอกว่า มียารักษาโรคนี้ได้หายเด็ดขาด หรือวิธีนี้วิธีนั้นดีที่สุด

มะเร็งเต้านม



คณะนักวิจัยของออสเตรเลียได้พัฒนาการตรวจมะเร็งเต้านมสำหรับสุภาพสตรี ซึ่งสามารถกระทำได้โดยทดสอบจากขนเพชรเพียงเส้นเดียว
ทั้งนี้ นักรังสีวิทยาของมหาวิทยาลัยนิวเซ้าธ์เวลส์ เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย พบว่า คะณสมบัติที่ปรากฏอยู่ในขนเพชรซึ่งไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อาจจะบอกได้ว่าผู้หญิงคน นั้นเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ และยังอาจจะบอกได้ว่าผู้หญิงคนนั้น มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะ ของยีนที่อาจจะแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมในภายหลังก็ได้
ขนเพชรนั้นก็สะดวกต่อการค้นหา เมื่อเทียบกับผมที่ติดกับหนังศีรษะ เพราะจะยังคงสภาพ ได้นานและไม่แห้งกรังเมื่อโดนแสงอาทิตย์
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์คนอื่น ก็โต้ว่าการทดลองวิจัยดังกล่าว ยังไม่อาจจะสรุปได้ เพราะขอบข่ายการวิจัยยังไม่กว้างพอ และยังสงสัยว่าทำไมไม่พัฒนาหรือปรับปรุงวิธีการตรวจ มะเร็งที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือวิธีการ mammograms เพื่อตรวจหามะเร็ง และการตรวจเลือด เพื่อ หายีนที่เป็นเครื่องชี้ว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็ง
แต่ทางนักรังสีวิทยาลัยเวโรนิกา เจมส์ ของออสเตรเลียบอกว่า วิธีการทดสอบด้วยขน เพชรนี้จะมีประโยชน์สำหรับการตรวจหามะเร็งสำหรับผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกล ความเจริญอะไรทำนองนั้น เพียงแค่คุณมีซองจดหมาย 1 ซอง แล้วจัดการถอนออกมาหนึ่งขยุ้ม ใส่เข้าไปในซองติดแสตมป์ แล้วส่งไปตรวจ แค่นี้ก็สามารถตรวจได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในโลก โดบเฉพาะในประเทศยากจนทั้งหลาย ซึ่งไม่มีการตรวจแบบ mammograms
การวิจัยโดยใช้เครื่องมือรังสีเอกซ์ วิเคราะห์ผมที่ติดกับหนังศีรษะของผู้หญิง 23 คน ซึ่ง ทราบมาก่อนแล้วว่าเป็นมะเร็งเต้านมและพบว่าขนเพชรของผู้หญิงเหลานี้มีวงแหวนพิเศษหนึ่ง วงหรือมากกว่าที่มี Keratin หรือระดับของโปรตีน ส่วนอีก 28 คนที่นำมาทดสอบด้วยโดยทราบ ล่วงหน้าแล้ววาไม่ได้ป่วยเป็นมะเร็ง มีอยู่เพียง 4 คนเท่านั้นทีมีวงแหวนพิเศษ
กระบวนการนี้จึงสามารถนำมาใช้กับการตรวจสอบขนเพชร เพราะจะรู้ว่าคนที่ป่วยเป็น มะเร็งนั้นต่างจากคนทั่วไป เพราะมีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างร่างกาย
ผู้หญิง 5 คนของการทดสอบครั้งนี้ ไม่พบอาการของโรคมะเร็ง แตการทดสอบก่อนหน้านี้ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะยีน BRCA-1 ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่เกิดโรคมะเร็งขนเพชร ของผู้หญิงทั้ง 5 คนนี้ มีวงแหวนพิเศษเต็ม คล้ายกับผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง
ผลจากการทดลองนี้ จึงอาจชี้ได้ว่าขนของผู้หญิง อาจจะชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง ลักษณะของยีนแม้ว่าก่อนจะตรวจพบมะเร็งก็ตามในระหว่างการทดลอง นักวิทยาศาสตร์ก็ยอม รับว่าสารเคมีและแสงอาทิตย์ ทำลายโมเลกุลโครงสร้างเส้นผมของผู้หญิง ผมทีติดกับหนังศีรษะ จึงใช้ไม่ได้จนกว่าจะงอกขึ้นมาใหม่ในอีก 3 เดือน แต่คงจะสะดวกและง่ายดายเพียงแค่ผู้หญิง หายไปหลังม่านพร้อมกับกรรไกรและซอง ได้ออกมาแล้วก็เอาไปตรวจก็เท่านั้นเอง
เดวิด ซาวิทซ์ หัวหน้าภาควิชาโรคระบาดของมหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลน่า กล่าวเสริม ว่าขนเพชรมีตัวอย่างทางด้านชีววิทยาที่เชื่อถือได้มากกว่าผมที่ติดกับหนังสือศีรษะ และเคยนำ ขนเพชรมาใช้กับการตรวจสอบประวัติผู้ที่เคยเสพยาเสพย์ติดประเภทโคเคนด้วย แต่การวิจัย ของคณะนักวิจัยออสเตรเลียชุดนี้ยังแคบเกินไป ต้องทดสอบให้กว้างกว่านี้จึงจะน่าเชื่อถือ ได้
วันนี้เรื่องอาจจะยาวไปสักนิด แต่เชื่อว่าจะมีประโยชน์บ้างสำหรับอนาคตในภายภาคหน้า เมื่อความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เจริญจนสามารถตรวจพบได้ เรื่องมะเร็งเส็งเคร็ง ดังนั้นขนเพชรจึงอาจยังมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

ตรวจมะเร็งเต้านมวิธีใหม่



คณะนักวิจัยของออสเตรเลียได้พัฒนาการตรวจมะเร็งเต้านมสำหรับสุภาพสตรี ซึ่งสามารถกระทำได้โดยทดสอบจากขนเพชรเพียงเส้นเดียว
ทั้งนี้ นักรังสีวิทยาของมหาวิทยาลัยนิวเซ้าธ์เวลส์ เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย พบว่า คะณสมบัติที่ปรากฏอยู่ในขนเพชรซึ่งไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อาจจะบอกได้ว่าผู้หญิงคน นั้นเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ และยังอาจจะบอกได้ว่าผู้หญิงคนนั้น มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะ ของยีนที่อาจจะแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมในภายหลังก็ได้
ขนเพชรนั้นก็สะดวกต่อการค้นหา เมื่อเทียบกับผมที่ติดกับหนังศีรษะ เพราะจะยังคงสภาพ ได้นานและไม่แห้งกรังเมื่อโดนแสงอาทิตย์
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์คนอื่น ก็โต้ว่าการทดลองวิจัยดังกล่าว ยังไม่อาจจะสรุปได้ เพราะขอบข่ายการวิจัยยังไม่กว้างพอ และยังสงสัยว่าทำไมไม่พัฒนาหรือปรับปรุงวิธีการตรวจ มะเร็งที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือวิธีการ mammograms เพื่อตรวจหามะเร็ง และการตรวจเลือด เพื่อ หายีนที่เป็นเครื่องชี้ว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็ง
แต่ทางนักรังสีวิทยาลัยเวโรนิกา เจมส์ ของออสเตรเลียบอกว่า วิธีการทดสอบด้วยขน เพชรนี้จะมีประโยชน์สำหรับการตรวจหามะเร็งสำหรับผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกล ความเจริญอะไรทำนองนั้น เพียงแค่คุณมีซองจดหมาย 1 ซอง แล้วจัดการถอนออกมาหนึ่งขยุ้ม ใส่เข้าไปในซองติดแสตมป์ แล้วส่งไปตรวจ แค่นี้ก็สามารถตรวจได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในโลก โดบเฉพาะในประเทศยากจนทั้งหลาย ซึ่งไม่มีการตรวจแบบ mammograms
การวิจัยโดยใช้เครื่องมือรังสีเอกซ์ วิเคราะห์ผมที่ติดกับหนังศีรษะของผู้หญิง 23 คน ซึ่ง ทราบมาก่อนแล้วว่าเป็นมะเร็งเต้านมและพบว่าขนเพชรของผู้หญิงเหลานี้มีวงแหวนพิเศษหนึ่ง วงหรือมากกว่าที่มี Keratin หรือระดับของโปรตีน ส่วนอีก 28 คนที่นำมาทดสอบด้วยโดยทราบ ล่วงหน้าแล้ววาไม่ได้ป่วยเป็นมะเร็ง มีอยู่เพียง 4 คนเท่านั้นทีมีวงแหวนพิเศษ
กระบวนการนี้จึงสามารถนำมาใช้กับการตรวจสอบขนเพชร เพราะจะรู้ว่าคนที่ป่วยเป็น มะเร็งนั้นต่างจากคนทั่วไป เพราะมีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างร่างกาย
ผู้หญิง 5 คนของการทดสอบครั้งนี้ ไม่พบอาการของโรคมะเร็ง แตการทดสอบก่อนหน้านี้ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะยีน BRCA-1 ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่เกิดโรคมะเร็งขนเพชร ของผู้หญิงทั้ง 5 คนนี้ มีวงแหวนพิเศษเต็ม คล้ายกับผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง
ผลจากการทดลองนี้ จึงอาจชี้ได้ว่าขนของผู้หญิง อาจจะชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง ลักษณะของยีนแม้ว่าก่อนจะตรวจพบมะเร็งก็ตามในระหว่างการทดลอง นักวิทยาศาสตร์ก็ยอม รับว่าสารเคมีและแสงอาทิตย์ ทำลายโมเลกุลโครงสร้างเส้นผมของผู้หญิง ผมทีติดกับหนังศีรษะ จึงใช้ไม่ได้จนกว่าจะงอกขึ้นมาใหม่ในอีก 3 เดือน แต่คงจะสะดวกและง่ายดายเพียงแค่ผู้หญิง หายไปหลังม่านพร้อมกับกรรไกรและซอง ได้ออกมาแล้วก็เอาไปตรวจก็เท่านั้นเอง
เดวิด ซาวิทซ์ หัวหน้าภาควิชาโรคระบาดของมหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลน่า กล่าวเสริม ว่าขนเพชรมีตัวอย่างทางด้านชีววิทยาที่เชื่อถือได้มากกว่าผมที่ติดกับหนังสือศีรษะ และเคยนำ ขนเพชรมาใช้กับการตรวจสอบประวัติผู้ที่เคยเสพยาเสพย์ติดประเภทโคเคนด้วย แต่การวิจัย ของคณะนักวิจัยออสเตรเลียชุดนี้ยังแคบเกินไป ต้องทดสอบให้กว้างกว่านี้จึงจะน่าเชื่อถือ ได้
วันนี้เรื่องอาจจะยาวไปสักนิด แต่เชื่อว่าจะมีประโยชน์บ้างสำหรับอนาคตในภายภาคหน้า เมื่อความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เจริญจนสามารถตรวจพบได้ เรื่องมะเร็งเส็งเคร็ง ดังนั้นขนเพชรจึงอาจยังมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย










เรานอนหลับเพื่ออะไร



ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาปีที่ผ่านมา นายอัลแลน เรชชาเฟน ผู้เป็นนักวิจัย ทำให้หนูตายไปตั้งหลายตัว เพราะไม่ยอมให้มันนอนหลับ
ในห้องปฏิบัติการเพื่อศึกษาเรื่องการนอนหลับที่มหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก นายเรช ชาเฟน จับหนูตัวหนึ่งไปขังไว้ในกรงที่บังคับให้หนูนอนไม่ได้เลย เมื่อใดที่ หนูมันเริ่มง่วงนอนมันก็จะหยุดนิ่ง ๆ พื้นของกรงจะเลื่อนให้หนูเคลื่อนไปชนข้างกรง ทำให้หนูต้องตื่นขึ้นมาอีก หลังจากบังคับให้หนูต้องตื่นอยู่ตลอดเวลานาน 1 สัปดาห์ หนูเริ่มมีอาการเครียด ผิวหนังที่หางและอุ้งตีนของมันเริ่มแตกปริ แล้วมันเริ่มเกาตรงแผลแตกนั้น อุณหภูมิของร่างกายหนูจะลดต่ำลง มันจะกินอาหารมากขึ้นเป็นสองเท่าของปริมาณที่มันเคยกินปรกติ แต่น้ำหนักตัวของมันกลับลดลง 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ หลังจากทดลองนาน 17 วัน หนูที่ไม่ได้หลับนอนเลยนี้ก็ตาย
อะไรทำให้หนูตัวนั้นตาย นายเรชชาเฟนตอบง่าย ๆ ว่า "ไม่รู้"
นี่เป็นการศึกษาเรื่องการนอนหลับ หนูสามารถอดอาหารได้นานถึง 16 วัน แต่อดนอนได้นาน 17 วัน นี่แสดงว่าการนอนมีความสำคัญต่อชีวิตมากเท่า ๆ กับอาหาร แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีคำตอบสำหรับคำถามง่าย ๆ ว่า การนอนหลับมีประโยชน์อย่างไร
ทฤษฎีเรื่องนี้มีมากมาย จนมีคำพูดล้อกันเล่นว่า คนที่นอนไม่หลับที่หมอชอบแนะให้นอนนับจำนวนลูกแกะไปเรื่อย ๆ แล้วจะง่วงนอนนั้น ก็บอกว่าให้นับทฤษฎีเรื่องการนอนหลับก็พอใช้แทนได้ ทฤษฎีที่แพร่หลายมักอิงจากประสบการณ์ของมนุษย์ คือ เราจะรู้สึกว่าได้พักผ่อนหลังจากการนอนหลับ นักวิจัยหลายคนจึงบอกว่า เรานอนหลับเพื่อการพักผ่อนนั่นเอง แฮโรลด์ แซบปีลิน อาจารย์พิเศษสาขาจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยแห่งมิชิแกน วิทยาเขตโอ้คแลนด์ บอกว่าการนอนหลับเป็นการบังคับของร่างกายเพื่อการประหยัดพลังงาน "เราไม่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงใน แต่ละวัน ดังนั้น ธรรมชาติจึงบังคับให้เราพักผ่อนในแต่ละวัน" บางคนให้เหตุผลว่า ที่ธรรมชาติต้องการให้เรานอนหลับตอนกลางคืนเพราะว่าตอนกลางคืนเป็นเวลาออก หากินของสัตว์ป่า มนุษย์เราจึงนอนหลับตอนกลางคืนเพื่อเลี่ยงอันตราย เพราะมนุษย์เราไม่แข็งแรงเท่าสัตว์และตาเรามองไม่เห็นในความมืด สัตว์เล็กบางชนิด เช่น สัตว์ประเภทหนู ที่ย่อยอาหารได้เร็ว ต้องการพลังงานมากกว่าเพื่อชดเชยการสูญเสียความร้อนของร่างกาย และเพราะตัวมันเล็กจึงต้องนอนนานมากกว่ามนุษย์ สัตว์ขนาดใหญ่กว่า เช่น ยีราฟ ต้องการเวลานอนน้อยกว่ามนุษย์ คือวันหนึ่ง ๆ มันจะนอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมงก็พอแล้ว
แต่การประหยัดพลังงานของสัตว์ใหญ่ ๆ ด้วยการนอนหลับดูเหมือนจะน้อยมากจึงไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมมันจึงต้องนอนหลับด้วย เมื่อคำนึงตามทฤษฎีของการนอนเพื่อประหยัดพลังงาน มนุษย์เราสามารถประหยัดพลังงานในการนอนแต่ละคืนได้เพียง 120 กิโลแคลอรี่ เท่านั้น (เท่ากับพลังงานที่ได้จากแอปเปิล 1 ลูก) ยิ่งกว่านั้นสัตว์บางชนิดที่มีการจำศีล เช่น กบ คือการอยู่เฉยในรูหรือถ้ำตลอดฤดูหนาว มันก็ตื่นบ้าง หลับบ้างสลับกันไป แสดงว่าการนอนต้องมีความสำคัญมากกว่าการอัดแบตเตอรี่ของร่างกาย
เดนนิส แม็คกินตี้ นักวิจัยประสาทวิทยาของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน ลอสแองเจลีสเห็นว่า ส่วนหนึ่งของการนอนหลับก็เพื่อลดอุณหภูมิของสมอง มีสมองส่วนหนึ่งจะทำหน้าที่สั่งการให้เราหลับเมื่อสมองของเรามีอุณหภูมิสูง เกินควร เมื่อเอาแท่งความร้อนใส่เข้าไปในกรงหนู เพื่อให้อุณหภูมิในกรงร้อนขึ้น ปรากฏว่าหนูที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ยอมให้นอนก็มีอุณหภูมิในตัวของสูงขึ้นอีก 10 องศาเซลเซียส ในขณะที่อุณหภูมิในตัวของมันสูงขึ้นก็ปรากฏว่ามีประสาท ในสมองของมันสั่งการให้มันนอน
ความร้อนและความเหนื่อยทำให้สัตว์อยากนอน ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในมนุษย์เช่นเดียวกัน "ถ้าท่านออกกำลังในเวลาที่อากาศร้อยจัด ท่านก็อาจจะเป็นลมได้" แม็คกินตี้ อธิบาย นักกีฬาที่ฝึกมาอย่างดีจะสามารถเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายให้ สูงขึ้นได้ในระหว่างการออกกำลังกาย ซึ่งคนทั่วไปที่ออกกำลังสัปดาห์ละครั้งจะทำอย่างนั้นไม่ได้ นักกีฬาพวกนี้จะนอนนานกว่าคนทั่วไปราวหนึ่งชั่วโมง พูดง่าย ๆ คือ หากอุณหภูมิในร่างกายเกิดสูงขึ้นผิดปกติ จะทำให้ประสาทส่วนรับความร้อนสั่งการให้ระบบดูดซึมอาหารทำงานช้าลงด้วยการทำให้ง่วงนอนและเมื่อนอนหลับก็ทำให้สมองเย็นลง อุณหภูมิของร่างกายมนุษย์จะลดต่ำลงเมื่อตอนเราที่เรานอนหลับลึกที่สุดคือ ประมาณตีห้า
แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ที่นอนตอนกลางคืนอย่างมนุษย์ มีระบบควบคุม อุณหภูมิที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แม้เราจะตื่นอยู่ในตอนกลางคืน คนที่แย้งทฤษฎีของแม็คกินตี้กล่าวว่า อุณหภูมิในร่างกายของมนุษย์เราในตอนกลางวันเปลี่ยนแปลงน้อย เท่านั้นราวครึ่งองศาเซลเซียส ซึ่งน้อยมากจนไม่มีผลต่อการทำให้สมองเย็นลง
ในเวลาที่เราเจ็บป่วยแต่ไม่มีไข้ เราก็ยังอยากนอนอยู่บนเตียง ข้อนี้ทำให้นักวิจัยบางคนคิดว่า การนอนอาจจะเป็นวิธีกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์เพื่อ ต่อต้านเชื้อโรค แครอล อีเวอร์สัน นักจิตวิทยาสังคมที่มหาวิทยาลัยแห่งเทนเนสซี่ วิทยาเขตเมมฟิส ได้พบสัญญาณแสดงว่า การอดนอนทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงาน หนักขึ้นในตอนแรก ๆ ในโลหิตจะมีเม็ดโลหิตขาวเพิ่มขึ้นแต่ต่อมามันก็สลายตัว ทำให้ความต้านทานแบคทีเรียของร่างกายเราเสียไป เธอคาดว่าการติดเชื้อแบคทีเรียคือสาเหตุการตายของหนูที่อดนอนของเรชชาเฟน
อย่างไรก็ตามความเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เกิดขึ้นเพราะการนอนหลับนั้นมีไม่มาก และผลการศึกษาของบางคนพบว่ามีการผลตรงข้ามด้วยซ้ำ คือพบว่าสัตว์ที่อดนอนสามารถต่อต้านเชื้อโรคได้รวดเร็วกว่า
คำอธิบายเรื่องการนอนหลับที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือที่มุ่งความสนใจไปที่สมอง นักวิจัยใช้เวลานานหลายปีศึกษาเรื่องการนอนหลับฝัน (REM sleep ที่ย่อมาจาก Rapid Eye Movement คือถ้าคนเรานอนหลับแล้วฝัน ดวงตาจะกลิ้งกลอกไปมารวดเร็วมาก) สมองจะทำงานอย่างรวดเร็วในช่วงที่คนผู้ใหญ่นอนหลับแล้วฝัน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมโดยเฉพาะสัตว์ที่คลอดออกมาก็มีร่างกายสมบูรณ์เดินได้กินอาหารได้เลย เช่น ลูกม้า ลูกกระต่าย ซึ่งส่วนมากจะสามารถป้องกันตนเองได้ดีหลังคลอดออกมาไม่นาน จะไม่ต้องการนอนหลับฝันมากนัก ปลาโลมาก็เป็นสัตว์ประเภทนี้ (เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับปลาโลมา คือ เวลามันนอนหลับสมองมันจะพักซีกเดียว อีกซีกหนึ่งยังคงทำงานอยู่เพื่อให้มันว่ายน้ำอยู่ได้ แต่ก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้)
แต่การนอนหลับแล้วฝัน เกิดขึ้นค่อนข้างมากในการนอนหลับของมนุษย์และสัตว์อื่นที่สภาพตอนที่คลอดออกมาจะช่วยตัวเองไม่ได้และต้องมีการพัฒนาอีกนาน สัตว์ประเภทมนุษย์และลิง ส่วนมากจะนอนวันละอย่างน้อย 8 ชั่วโมง มนุษย์เมื่อแรกเกิดจะนอนหลับแล้วฝันมากกว่าเมื่อเติบโตแล้ว ทั้งหมดนี้แสดงว่าการนอนหลับฝันมีบทบาทในการพัฒนาระบบประสาท เรชชาเฟน บอกว่า "นี่เป็นทฤษฎีที่ดีมาก แต่เราคงมีปัญหาที่จะต้องอธิบายว่าทำไมเมื่อเราโตแล้วจึงยังนอนหลับฝันอยู่"
คำตอบที่น่าเป็นไปได้คือ แม้เมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ยังต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่ มีหลักฐานแสดงว่า การนอนหลับเป็นวิธีการช่วยให้สมองจัดระบบความทรงจำให้เข้าที่เข้าทาง บรูซ แม็คนอร์ตัน และเพื่อนร่วมงานที่มหาวิทยาลัยแห่งอาริโซนา ได้ช่วยกันสร้างเครื่องมือสำหรับตรวจวัดการวิ่งของเซลล์แต่ละเซลล์ในสมองส่วนหนึ่งของหนู ในขณะที่หนูวิ่งไปตามทางเพื่อค้นหาชิ้นช็อคโกแลต แม็คนอร์ตันสามารถบันทึกการ ทำงานของเซลล์ประสาทกลุ่มต่าง ๆ ที่วิ่งไปมา การจับกลุ่มของนิวรอนที่เปลี่ยนไปเมื่อหนูวิ่งไปตามจุดต่าง ๆ ต่อมาเมื่อหนูนอนหลับ สมองจะเกิดการวิ่งของเซลล์ประสาทซ้ำกับที่เคยเกิดขึ้นตอนหนูยังตื่นอีกครั้ง
แม็คนอร์ตันอธิบายว่า "ประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นตอนหนูตื่นอยู่ ได้เกิดซ้ำอีกในสมองระหว่างที่หนูนอนหลับ" เขาเชื่อว่าการที่สมองหนูนำประสบการณ์ตอนกลางวันมาฉายซ้ำตอนมันนอนหลับ เป็นการต่อเชื่อมเซลล์ประสาทของสมองเพื่อเก็บเป็นความทรงจำถาวร
การศึกษาเรื่องมนุษย์บางกรณี ได้ผลสนับสนุนข้อนี้ คือ คาลิล แห่ง มหาวิทยาลัยเทรนท์ ในแคนาดา ได้พบว่าหากสอนบุคคลตัวอย่างให้เรียนรู้วิธีการเล่นคล้ายกับเกมรูบิค (ที่เป็นแท่งสี่เหลี่ยมหมุนสลับได้ ที่เคยฮิตกันในเมืองไทยระยะหนึ่ง) แต่เป็นเกมส์ชื่อ หอคอยแห่งฮานอย (The Tower of Hanoi) แล้วให้บุคคลนั้นอดนอน ปรากฏว่า วันรุ่งขึ้นบุคคลนั้นจะเล่นเกมส์ดังกล่าวผิดพลาดมาก แต่การจดจำข้อมูลไม่สูญเสียไปเพราะการนอน ดังนั้นการทดสอบให้คนที่อดนอนมาตลอดคืน ตอบคำถามแบบเลือกคำตอบที่ถูก ก็ไม่มีผลเสียแต่อย่างใด เว้นแต่คนนั้นจะง่วงจนหลับไปเสียก่อน
มีการยอมรับกันมากขึ้นว่ามีการเชื่อมโยงระหว่างการนอนกับความทรงจำ แต่ก็มีบางคนมีความเห็นแย้งในเรื่องนี้ ได้แก่ ฟรานซีส คริค (นักชีววิทยา ผู้เคยได้รับรางวัลโนเบลในการค้นพบรหัสดีเอ็นเอทางพันธุกรรมร่วมกับนักวิทยาศาสตร์อีกคน) มีความเชื่อว่าการนอนหลับฝัน คือการทำให้ลืมข้อมูลที่ไม่จำเป็นที่ได้รับมาในแต่ละวันออกไป ให้เหลืออยู่เฉพาะเรื่องที่น่าจดจำเอาไว้เท่านั้น
แต่นักวิจัยส่วนมากเชื่อว่าการนอนหลับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเหตุผลหลายอย่าง อาจจะจำเป็นมากสำหรับสัตว์บางชนิดหรือต่อชีวิตบางช่วงบางตอน แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะหาคำตอบได้ง่าย ๆ ฉะนั้นหนูของเรชชาเฟน ก็คงจะต้องถูกทรมานให้อดนอนต่ออีก อย่างน่าสงสาร

















ยาและสารต้องห้ามในการกีฬา



ในการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ ทั้งในกีฬาท้องถิ่นหรือกีฬาระดับนานาชาติ มักพบปัญหาเกี่ยวกับยาและสารต้องห้าม (ยาโด๊ป) เสมอ การใช้สารต้องห้ามในนักกีฬาไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจเพื่อเสริมสมรรถภาพของร่างกาย เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน หรืออาจจะโดยความไม่ตั้งใจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ใช้ยารักษาโรคบางชนิดที่มีส่วนผสมของสารต้องห้าม ก็มีความผิดทั้งนั้นตามกฏบังคับของโอลิมปิกสากล การตรวจพบสารต้องห้ามในนักกีฬาจึงถือเป็นเรื่องใหญ่เสื่อมเสียชื่อเสียงของสถาบันและประเทศชาติตลอดจนอนาคตของนักกีฬาผู้นั้นด้วย แต่อย่างไรก็ตามความหอมหวานของชัยชนะ ชื่อเสียง เงินทอง ตลอดจนทรัพย์สิ่งของที่เป็นรางวัลล่อใจให้แก่ผู้ชนะยังเป็นสิ่งที่นักกีฬาอีกหลายคนมุ่งมั่นที่จะทำทุกวิถีทาง รวมทั้งการใช้สารต้องห้ามแม้จะรู้ว่าผิดทั้งนี้และทั้งนั้นก็เพื่อชัยชนะ เป็นการเอารัดเอาเปรียบนักกีฬาคนอื่นอย่างยิ่ง ดังนั้นการตรวจสารต้องห้ามในนักกีฬาจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความยุติธรรมในการแข่งขันตลอดจนความเท่าเทียมกันทางด้านสิทธิมนุษยชน
ปัจจุบันการแข่งขันกีฬาระดับชาติต้องมีการตรวจสอบสารต้องห้ามเสมอ ซึ่งสารต้องห้ามนี้มีประมาณ 200 ชนิด การตรวจสารต้องห้ามนี้จะรวมไปถึงกรรมวิธีในการทำให้เกิดสมรรถภาพที่ดีเป็นพิเศษอีกด้วย สารต้องห้ามแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ได้ดังนี้
กลุ่มที่ 1 เป็นยาและฮอร์โมน ได้แก่
1.1 สารออกฤทธิ์กระตุ้น (Stimulants) เป็นสารออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท เช่น แอมเฟตามีน โคเคน คาเฟอีน (มากกว่า 12 ไมโครกรัมต่อปัสสาวะหนึ่งมิลลิลิตร) เป็นต้น สารประเภทนี้ทำให้นักกีฬาตื่นตัวกระปรี้กระเปร่าอยู่เสมอ ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย
1.2 สารออกฤทธิ์แก้ปวดและเสพติด (Narcotics ans analgesics) เป็นสารระงับปวด เกิดความรู้สึกหลอน เพ้อฝัน ไม่รู้จักความเจ็บปวด มักเป็นสารเสพติด เช่น ฝิ่น มอร์ฟีน เป็นต้น
1.3 ฮอร์โมนแอนาโบลิคสเตียรอยด์ (Anabolic steroids) เป็นสารที่สร้างความแข็งแรงให้แก่กล้ามเนื้อและร่างกาย เพิ่มพละกำลัง มักพบในนักกีฬาประเภทนักยกน้ำหนัก นักมวยปล้ำ นักเพาะกาย นักกีฬาประเภทลู่ระยะสั้นและลาน เป็นต้น ตัวอย่างยาประเภทนี้ได้แก่ bolasterone mesterlone และ testosterone เป็นต้น
1.4 ยาขับปัสสาวะ (Diuretics) เป็นยาที่ใช้ขับปัสสาวะเพื่อลดน้ำหนักหรือปกปิดการใช้สารต้องห้ามบางชนิด การใช้ยาประเภทนี้จะพบมากในนักมวยและกีฬาอื่นที่มีการจำกัดน้ำหนัก ตัวอย่างประเภทนี้ได้แก่ ฟิวโรซามีด แอซิทาโซแลมีด เป็นต้น
1.5 เพพไทด์ฮอร์โมน (Peptide Hormone) รวมทั้งสารที่คล้ายคลึงสารประเภทนี้ ทำให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนสเตียรอยด์ และ erythropoientin ซึ่งกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น สารประเภทนี้ได้แก่ human chorionic gonadotropin (HCG) สารประเภทนี้เป็นสารต้องห้ามตั้งแต่ปี 1990
กลุ่มที่ 2 เป็นการใช้สารกระตุ้นโดยกรรมวิธี
2.1 การให้เลือด ซึ่งทำโดยการถ่ายเม็ดเลือดแดงของตัวเองที่แช่เก็บเอาไว้ ล่วงหน้าทำให้ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงเพิ่มมากขึ้น เซลล์ร่างกายก็จะได้รับการถ่ายเทออกซิเจนได้ดียิ่งขึ้น อาจพบได้ในนักกีฬาที่ต้องใช้ความอดทนในการแข่งขัน เช่น มาราธอน จักรยานไกล เป็นต้น
2.2 การเปลี่ยนสมบัติและปริมาณของปัสสาวะโดยทางยา เคมี หรือ ปฏิบัติ อาทิเช่น การเติมสารบางอย่างลงไปในปัสสาวะ หรือการรับประทานยาบางชนิด เช่น probenecid เพื่อปิดกลั้นการขับถ่ายสารกระตุ้นออกจากร่างกายทางปัสสาวะชั่วคราว
กลุ่มที่ 3 คือสารที่อนุญาตให้ใช้ได้โดยมีข้อจำกัด การใช้ต้องรายงานให้คณะกรรมการ ฝ่ายแพทย์ของการแข่งขันทราบ สารในกลุ่มนี้ได้แก่
3.1 แอลกอฮอล์
3.2 กัญชา
3.3 ยาชาเฉพาะที่
3.4 คอร์ติโคสเตียรอยด์
3.5 ยาปิดกั้นเบต้า (Beta-blocker)
ในการตรวจสอบสารกระตุ้นต่างๆ นั้น แม้จะลำบากยากเย็นเนื่องจากวิวัฒนาการของ การใช้สารกระตุ้นก้าวหน้าขึ้น การตรวจสอบสามารถทำได้แน่นอนและพบผู้ใช้สารกระตุ้นเสมอ

















ทำไมนิ้วมือนิ้วเท้าจึงเหี่ยวย่นเมื่อไปว่ายน้ำ



ต้องโทษความหนาของชั้นผิวหนังบริเวณนั้นที่ทำให้เกิดรอยยับย่นขึ้น ทั้งๆ ที่ความหนาเป็นพิเศษนั้น ช่วยปกป้องมือและเท้าของเราแท้ๆ
ผิวหนังชั้นนอกสุดมีชื่อเรียกว่า Stratum Corneum Epidermis เป็นชั้นของหนังกำพร้าที่ทั้งหยาบและหนา หากส่องกล้องดูจะเห็นมีลักษณะคล้ายแผ่นอิฐปูพื้นถนน ปกติผิวหนังชั้นนอกนี้จะค่อนข้างบาง หนาแค่ประมาณหนึ่งส่วนร้อยมิลลิเมตรเท่านั้นเอง ยกเว้นที่บริเวณอุ้งมือและส้นเท้าจะมีความหนาถึง ประมาณ 0.5 มิลลิเมตรหรืออาจจะมากกว่านั้น
ปกติแล้ว เซลล์ผิวหนังในชั้นนี้จะค่อนข้างแห้งมาก แต่หากคุณแช่น้ำอยู่นานพอควร เช่นในกรณีที่ว่ายน้ำกันนั้น ผิวจะซึมซับเอาน้ำเข้าไว้จนมีอาการบวมในบริเวณนั้น แต่ผลของการขยายขนาดของผิวแทนที่จะเป็นอาการบวมเต่ง กลับกลายเป็นรอยเหี่ยวย่นมากกว่า ทั้งนี้ เพราะเซลล์ผิวด้านล่างของชั้นหนังกำพร้าอันเป็นเซลล์ผิวอ่อนเยาว์อยู่นั้นจะไม่ซึมซับเอาน้ำเข้าไป ดังนั้นจึงไม่อาจขยายตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงขนาดและรูปร่างของชั้นผิวด้านบนได้ ชั้นหนังกำพร้าที่หนาตัวมากจะมีการเปลี่ยนแปลงมากจนเกิดเป็นรอยย่นให้เห็นกัน
โดยทฤษฏีแล้ว ผิวหนังบริเวณไหล่และหน้าท้องอาจเกิดรอยย่นหลังการว่ายน้ำได้เช่นกัน แต่เนื่องจากในบริเวณนั้นมีเซลล์หนังกำพร้าที่สามารถขยายตัวได้ในปริมาณน้อย รอยย่นที่เกิดขึ้นจึงมีขนาดเล็กมาก ที่นิ้วมือนิ้วเท้าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนกว่าเพราะปลายนิ้วมีขนาดเล็ก ไม่มีเนื้อที่เพียงพอแก่การขยายตัวอย่างมากมายของเซลล์ผิวหนัง



วิตามินอี กับการป้องกันโรค



วิตามินอี เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน บทบาทที่สำคัญอันหนึ่งของวิตามินอี ก็คือ คุณสมบัติในการเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ และการศึกษามากมายแสดงให้เห็นความสามารถ ของวิตามินอี ในการช่วยหัวใจไม่ให้ล้มเหลว ขณะเดียวกันก็พบว่าวิตามินอี ยังสามารถช่วย ป้องกันปัญหาสุขภาพอื่นๆ ได้อีกหลายเรื่อง เช่น กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ยับยั้ง การเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และลดความเสียหายที่เกิดจากโรคเบาหวาน และในการวิจัย เร็วๆ นี้ พบว่า วิตามินอี สามารถยับยั้งการทำลายสมอง ซึ่งเกิดจากโรคอัลไซเมอร์ ต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างโรคต่างๆ ที่วิตามินอีสามารถช่วยแก้ไขได้ เช่น
โรคหัวใจ
วิตามินอีช่วยรักษาสุขภาพของหัวใจ ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
โรคเบาหวาน
วิตามินอีช่วยลดการทำลายที่เกิดจากอนุมูลอิสระในคนที่มีภาวะเบาหวาน เรื้อรัง โดยลดเอนไซม์ที่ถูกกระตุ้นด้วยน้ำตาล ซึ่งจะกลายเป็นสารที่เป็นอันตราย
โรคอัลไซเมอร์
การศึกษาเร็วๆ นี้ ชี้ให้เห็นว่าวิตามินอี อาจช่วยป้องกันมิให้เซลล์ ประสาทถูกทำลาย ซึ่งพบในคนเป็นโรคอัลไซเมอร์
โรคมะเร็ง
สารโทโคไตรอิ-นอล ซึ่งเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับวิตามินอี สามารถต้านมะเร็ง เต้านม และลดอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง
โรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง
วิตามิน อี สามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด โดยเฉพาะเมื่อได้รับโทโคไตรอิ-นอลร่วมกับโทโคเฟอรอล (วิตามินอี) จะสามารถลด แอล ดี แอล คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และคอเลสเตอรอลได้
นอกจากนี้ วิตามินอีจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย




โรคเอ๋อ : โรคที่ป้องกันได้



ปัจจุบันโรคปัญญาอ่อนที่เกิดกับมนุษย์มีสาเหตุเกิดได้หลายประการด้วยกันเช่น อาจจะ เกิดจากพันธุกรรมที่เรียกว่า Down,s syndrome หรือ Mongolism โรคนี้เกิดจากมีจำนวนโครโม โซมผิดปรกติ คือมีจำจวนโครโมโซมมากกว่า 46 โครโมโซม โรคปัญญาอ่อนที่เกิดจาก
พันธุกรรม เป็นโรคที่ป้องกันยาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับยีนส์ และการมาจับคู่กันของยีนส์ ส่วน โรคปัญญาอ่อนอีกชนิดหนึ่ง เราเรียกว่า โรคเอ๋อ เป็นโรคปัญญาอ่อนที่เกิดขึ้นเนื่องจาก มารดาไม่มีความรู้เกี่ยวกับด้านโภชนาการ เมื่อตั้งครรภ์และแม่ขาดไอโอดีนจะมีผลกระทบไป ถึงทารกที่อยู่ในครรภ์ด้วย ทำให้ทารกทีคลอดมาเป็นโรคปัญญาอ่อน เนื่องจากร่างกายของแม่ ในช่วงตั้งครรภ์ขาดสารไอโอดีน จึงทำให้ขาดฮอร์โมนไทรอกซิน ซึ่งมีผลเกี่ยวข้องกับการเจริญ เติบโตของร่างกายและสมองทารกเมื่อคลอดออกมาจึงเป็นปัญญาอ่อน เรียกอาการเช่นนี้ว่า ครีทิน (Cretin) เพราะฉะนั้นโรคปัญญาอ่อนที่เกิดจากการขาดสารไอโอดีนของมารดาในระยะ ตั้งครรภ์จึงน่าจะเป็นโรคที่ป้องกันได้ ถ้ามารดามีความรู้เกี่ยวกับด้านโภชนาการ
อาหารที่มนุษย์รับประทานนี้แบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภทคือ อาหารที่ให้ พลังงานทำให้ร่างกายเจริญเติบโต ได้แก่อาหารพวกโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ส่วนอาหาร อีกประเภทหนึ่งเป็นอาหารทีไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่เป็นสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับการ ทำงานของเอนไซม์ การสร้างสารฮอร์โมนและกระบวนเมแทบอลิซึมของเซลล์ ได้แก่ แร่ธาตุ ต่าง ๆ และวิตามิน สารอาหารประเภทนี้จะได้จาก เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ สารไอโอดีนเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่พบมากในอาหารทะเลทุกชนิด ความสำคัญของสารไอโอดีน คือ ต่อมไทรอยด์นำไปสร้างฮอร์โมนไทรอกซิน (Thyroxine) หรือ T4 และไอโอโดไทโรนนีน (Triiiodothyronine) หรือ T3 สารทั้ง T3 และ T4 มีความสำคัญเกี่ยวกับควบคุมการเจริญเติบโต ในกระบวนการเมแทบอลิซึมของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ร่างกายสามารถตอบสนอง ต่อฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตจากต่อมใต้สมองได้เป็นปรกติ ถ้ามารดาในช่วงตั้งครรภ์ ขาดฮอร์โมนชนิดนี้จะไปมีผลกระทบทำให้ทารกในครรภ์ไม่เจริญเติบโตและยังมีผลไปยับยั้ง การเจริญเติบโตของสมองด้วยทำให้ทารกในครรภ์มีลักษณะเตี้ยแคระ และเป็นโรคปัญญาอ่อน ด้วย
เด็กปัญญาอ่อนเนื่องจากขาดสารไอโอดีนในช่วงที่อยู่ในครรภ์ เรียกปัญญาอ่อนแบบนี้ว่า โรคเอ๋อ โรคเอ๋อเป็นโรคปัญญาอ่อนที่เกิดจากมารดาได้รับสารไอโอดีนในอาหารน้อย กว่า 20 ไมโครกรัมต่อวัน โรคชนิดนี้จะเกิดเฉพาะถิ่นในทารก (Endemic Cretinism) คือเกิด เฉพาะบางพื้นที่ที่ดินขาดสารไอโอดีน เนื่องจากดินถูกน้ำชะล้างสารชนิดนี้ลงไปสู้บริเวณที่ราบ ต่ำ จึงพบโรคนี้เกิดกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่ราบสูงที่เป็นป่าเขาหรือดอยในภาคเหนือและ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เช่น พบในประชาชนที่อาศัยอยู่ในชนบที่ห่างไกล จากตัวมืองในจังหวัดแพร่ น่าน และอุตรดิตถ์ จังหวัดเหล่านี้จึงมีเด็กเป็นโรคเอ๋อมากกว่าเด็กใน จังหวัดอื่นๆ โรคนี้ยังไม่สามารถตรวจพบได้ในเด็กแรกเกิด แต่เด็กอาจแสดงอาการให้ปรากฏ ตั้งแต่อายุ 3 เดือนขึ้นไป โรคนี้มีลักษณะด้วยกันคือ
(1) เป็นชนิดผู้ป่วยมีสติปัญญาต่ำอย่างรุนแรง (Neurological Cretinism) คือมีอาการหู หนวด เป็นใบ้ มีความผิดปกติทางระบบประสาทอย่างเห็นได้ชัดเจน คือ อาการกระตุก ตาเหล่ ท่าเดินผิดปกติและกล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน เด็กที่เป็นโรคนี้ทางเหนือเรียกว่า โรคเอ๋อ หรือใบ้งั่ง และถ้ามีอาการเดินกระตุกด้วย เรียกว่า "เซอะมะ" เด็กที่เป็นโรคนี้เมื่อมีอายุมากขึ้น ก็ยังมีรูปร่างเหมือนเด็กและไม่สามารถเรียกหนังสือได้br>
(2) เป็นชนิดที่ผู้ป่วยมีสติปัญญาต่ำมาก (Myxedematons Critinism) มีการเจริญเติบโต ของร่างกายและกระดูกล่าช้า จะมีลักษณะเตี้ยแคระ ซึมไม่ค่อยรบกวนเหมือนเด็กทั่วๆ ไป ฟัน งอกช้า กระดูกกระหม่อมปิดช้า หัวใจเต้นช้า เบื่ออาหาร ผิวหนังหนา การเจริญเติบโตทางเพศ ช้า การเคลื่อนไหวเชื่องช้า
จากการสำรวจจำนวนของเด็กที่ป่วยเป็นโรคเอ๋อในจังหวัดน่าน เมื่อปี พ.ศ. 2532 พบเด็ก ที่เป็นโรคนี้มีจำนวนดังนี้
เด็กอายุ 0-15 ปี 93 คน
เด็กอายุ 15 ปีขึ้นไป 456 คน
เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ประมาณ 0.13 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรเด็กในจังหวัดน่าน
เมื่อนับจำนวนเด็กที่เป็นเฉพาะจังหวัดน่านเพียงจังหวัดเดียว มีจำนวนถึง 549 คน เด็ก เหล่านี้จะไม่มีโอกาสเป็นโรคนี้เลย ถ้ามารดาเป็นผู้มีความรู้ทางด้านโภชนาการ เพราะฉะนั้น รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขควรให้ความรู้แก่ประชาชนทั่ว ๆ ไปที่อยู่ห่างไกลจากตัว เมือง เพื่อให้มารดาและประชาชนทั่ว ๆ ไปได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรับประทาน อาหารให้ครบ 5 หมู่ ควรให้ความรู้เรื่องคุณคาอาหารทั้ง 5 หมู่ทีจะหารับประทานได้ทั่ว ๆ ไป โดยไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อสารอาหารราคาแพงมารับประทาน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อค่าครองชีพ ของครอบครัวที่ฐานะยากขน สาธารณสุขควรรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องนี้ และควรแนะนำให ้ประชาชนได้รู้จักรับประทานน้ำปลาอนามัยหรือเกลืออนามัย ซึ่งเป็นน้ำปลาและเกลือที่เติม สารไอโอดีนลงไปเป็นการเพิ่มคุณค่าทางอาหาร เพื่อป้องกันมิให้หญิงมีครรภ์ขาดสารไอโอดีน ที่จะมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ถ้ารัฐฯ ยังปล่อยปละละเลยไม่ให้ความรู้แก่ประชาชน ถ้า ประชาชนในรุ่นต่อ ๆ มาเกิดมาเป็นโรคนี้มาก จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศ และเด็กเป็นโรคนี้จะเป็นภาระกับสังคมอย่างยิ่ง ทำให้ประชากรของประเทศมี คุณภาพต่ำ เพราะเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ช่วยตัวเองไม่ได้ จึงเป็นภาระและกระทบต่อการพัฒนา เศรษฐกิจของชาติเป็นอย่างยิ่ง









Physis chemical biology Education

About Me

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

Blog Archive