คณะนักวิจัยของออสเตรเลียได้พัฒนาการตรวจมะเร็งเต้านมสำหรับสุภาพสตรี ซึ่งสามารถกระทำได้โดยทดสอบจากขนเพชรเพียงเส้นเดียวทั้งนี้ นักรังสีวิทยาของมหาวิทยาลัยนิวเซ้าธ์เวลส์ เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย พบว่า คะณสมบัติที่ปรากฏอยู่ในขนเพชรซึ่งไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อาจจะบอกได้ว่าผู้หญิงคน นั้นเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ และยังอาจจะบอกได้ว่าผู้หญิงคนนั้น มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะ ของยีนที่อาจจะแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมในภายหลังก็ได้ขนเพชรนั้นก็สะดวกต่อการค้นหา เมื่อเทียบกับผมที่ติดกับหนังศีรษะ เพราะจะยังคงสภาพ ได้นานและไม่แห้งกรังเมื่อโดนแสงอาทิตย์อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์คนอื่น ก็โต้ว่าการทดลองวิจัยดังกล่าว ยังไม่อาจจะสรุปได้ เพราะขอบข่ายการวิจัยยังไม่กว้างพอ และยังสงสัยว่าทำไมไม่พัฒนาหรือปรับปรุงวิธีการตรวจ มะเร็งที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือวิธีการ mammograms เพื่อตรวจหามะเร็ง และการตรวจเลือด เพื่อ หายีนที่เป็นเครื่องชี้ว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งแต่ทางนักรังสีวิทยาลัยเวโรนิกา เจมส์ ของออสเตรเลียบอกว่า วิธีการทดสอบด้วยขน เพชรนี้จะมีประโยชน์สำหรับการตรวจหามะเร็งสำหรับผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกล ความเจริญอะไรทำนองนั้น เพียงแค่คุณมีซองจดหมาย 1 ซอง แล้วจัดการถอนออกมาหนึ่งขยุ้ม ใส่เข้าไปในซองติดแสตมป์ แล้วส่งไปตรวจ แค่นี้ก็สามารถตรวจได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในโลก โดบเฉพาะในประเทศยากจนทั้งหลาย ซึ่งไม่มีการตรวจแบบ mammogramsการวิจัยโดยใช้เครื่องมือรังสีเอกซ์ วิเคราะห์ผมที่ติดกับหนังศีรษะของผู้หญิง 23 คน ซึ่ง ทราบมาก่อนแล้วว่าเป็นมะเร็งเต้านมและพบว่าขนเพชรของผู้หญิงเหลานี้มีวงแหวนพิเศษหนึ่ง วงหรือมากกว่าที่มี Keratin หรือระดับของโปรตีน ส่วนอีก 28 คนที่นำมาทดสอบด้วยโดยทราบ ล่วงหน้าแล้ววาไม่ได้ป่วยเป็นมะเร็ง มีอยู่เพียง 4 คนเท่านั้นทีมีวงแหวนพิเศษกระบวนการนี้จึงสามารถนำมาใช้กับการตรวจสอบขนเพชร เพราะจะรู้ว่าคนที่ป่วยเป็น มะเร็งนั้นต่างจากคนทั่วไป เพราะมีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างร่างกายผู้หญิง 5 คนของการทดสอบครั้งนี้ ไม่พบอาการของโรคมะเร็ง แตการทดสอบก่อนหน้านี้ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะยีน BRCA-1 ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่เกิดโรคมะเร็งขนเพชร ของผู้หญิงทั้ง 5 คนนี้ มีวงแหวนพิเศษเต็ม คล้ายกับผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งผลจากการทดลองนี้ จึงอาจชี้ได้ว่าขนของผู้หญิง อาจจะชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง ลักษณะของยีนแม้ว่าก่อนจะตรวจพบมะเร็งก็ตามในระหว่างการทดลอง นักวิทยาศาสตร์ก็ยอม รับว่าสารเคมีและแสงอาทิตย์ ทำลายโมเลกุลโครงสร้างเส้นผมของผู้หญิง ผมทีติดกับหนังศีรษะ จึงใช้ไม่ได้จนกว่าจะงอกขึ้นมาใหม่ในอีก 3 เดือน แต่คงจะสะดวกและง่ายดายเพียงแค่ผู้หญิง หายไปหลังม่านพร้อมกับกรรไกรและซอง ได้ออกมาแล้วก็เอาไปตรวจก็เท่านั้นเองเดวิด ซาวิทซ์ หัวหน้าภาควิชาโรคระบาดของมหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลน่า กล่าวเสริม ว่าขนเพชรมีตัวอย่างทางด้านชีววิทยาที่เชื่อถือได้มากกว่าผมที่ติดกับหนังสือศีรษะ และเคยนำ ขนเพชรมาใช้กับการตรวจสอบประวัติผู้ที่เคยเสพยาเสพย์ติดประเภทโคเคนด้วย แต่การวิจัย ของคณะนักวิจัยออสเตรเลียชุดนี้ยังแคบเกินไป ต้องทดสอบให้กว้างกว่านี้จึงจะน่าเชื่อถือ ได้วันนี้เรื่องอาจจะยาวไปสักนิด แต่เชื่อว่าจะมีประโยชน์บ้างสำหรับอนาคตในภายภาคหน้า เมื่อความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เจริญจนสามารถตรวจพบได้ เรื่องมะเร็งเส็งเคร็ง ดังนั้นขนเพชรจึงอาจยังมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย
ปัจจุบันโรคปัญญาอ่อนที่เกิดกับมนุษย์มีสาเหตุเกิดได้หลายประการด้วยกันเช่น อาจจะ เกิดจากพันธุกรรมที่เรียกว่า Down,s syndrome หรือ Mongolism โรคนี้เกิดจากมีจำนวนโครโม โซมผิดปรกติ คือมีจำจวนโครโมโซมมากกว่า 46 โครโมโซม โรคปัญญาอ่อนที่เกิดจาก
พันธุกรรม เป็นโรคที่ป้องกันยาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับยีนส์ และการมาจับคู่กันของยีนส์ ส่วน โรคปัญญาอ่อนอีกชนิดหนึ่ง เราเรียกว่า โรคเอ๋อ เป็นโรคปัญญาอ่อนที่เกิดขึ้นเนื่องจาก มารดาไม่มีความรู้เกี่ยวกับด้านโภชนาการ เมื่อตั้งครรภ์และแม่ขาดไอโอดีนจะมีผลกระทบไป ถึงทารกที่อยู่ในครรภ์ด้วย ทำให้ทารกทีคลอดมาเป็นโรคปัญญาอ่อน เนื่องจากร่างกายของแม่ ในช่วงตั้งครรภ์ขาดสารไอโอดีน จึงทำให้ขาดฮอร์โมนไทรอกซิน ซึ่งมีผลเกี่ยวข้องกับการเจริญ เติบโตของร่างกายและสมองทารกเมื่อคลอดออกมาจึงเป็นปัญญาอ่อน เรียกอาการเช่นนี้ว่า ครีทิน (Cretin) เพราะฉะนั้นโรคปัญญาอ่อนที่เกิดจากการขาดสารไอโอดีนของมารดาในระยะ ตั้งครรภ์จึงน่าจะเป็นโรคที่ป้องกันได้ ถ้ามารดามีความรู้เกี่ยวกับด้านโภชนาการอาหารที่มนุษย์รับประทานนี้แบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภทคือ อาหารที่ให้ พลังงานทำให้ร่างกายเจริญเติบโต ได้แก่อาหารพวกโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ส่วนอาหาร อีกประเภทหนึ่งเป็นอาหารทีไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่เป็นสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับการ ทำงานของเอนไซม์ การสร้างสารฮอร์โมนและกระบวนเมแทบอลิซึมของเซลล์ ได้แก่ แร่ธาตุ ต่าง ๆ และวิตามิน สารอาหารประเภทนี้จะได้จาก เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ สารไอโอดีนเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่พบมากในอาหารทะเลทุกชนิด ความสำคัญของสารไอโอดีน คือ ต่อมไทรอยด์นำไปสร้างฮอร์โมนไทรอกซิน (Thyroxine) หรือ T4 และไอโอโดไทโรนนีน (Triiiodothyronine) หรือ T3 สารทั้ง T3 และ T4 มีความสำคัญเกี่ยวกับควบคุมการเจริญเติบโต ในกระบวนการเมแทบอลิซึมของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ร่างกายสามารถตอบสนอง ต่อฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตจากต่อมใต้สมองได้เป็นปรกติ ถ้ามารดาในช่วงตั้งครรภ์ ขาดฮอร์โมนชนิดนี้จะไปมีผลกระทบทำให้ทารกในครรภ์ไม่เจริญเติบโตและยังมีผลไปยับยั้ง การเจริญเติบโตของสมองด้วยทำให้ทารกในครรภ์มีลักษณะเตี้ยแคระ และเป็นโรคปัญญาอ่อน ด้วย เด็กปัญญาอ่อนเนื่องจากขาดสารไอโอดีนในช่วงที่อยู่ในครรภ์ เรียกปัญญาอ่อนแบบนี้ว่า โรคเอ๋อ โรคเอ๋อเป็นโรคปัญญาอ่อนที่เกิดจากมารดาได้รับสารไอโอดีนในอาหารน้อย กว่า 20 ไมโครกรัมต่อวัน โรคชนิดนี้จะเกิดเฉพาะถิ่นในทารก (Endemic Cretinism) คือเกิด เฉพาะบางพื้นที่ที่ดินขาดสารไอโอดีน เนื่องจากดินถูกน้ำชะล้างสารชนิดนี้ลงไปสู้บริเวณที่ราบ ต่ำ จึงพบโรคนี้เกิดกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่ราบสูงที่เป็นป่าเขาหรือดอยในภาคเหนือและ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เช่น พบในประชาชนที่อาศัยอยู่ในชนบที่ห่างไกล จากตัวมืองในจังหวัดแพร่ น่าน และอุตรดิตถ์ จังหวัดเหล่านี้จึงมีเด็กเป็นโรคเอ๋อมากกว่าเด็กใน จังหวัดอื่นๆ โรคนี้ยังไม่สามารถตรวจพบได้ในเด็กแรกเกิด แต่เด็กอาจแสดงอาการให้ปรากฏ ตั้งแต่อายุ 3 เดือนขึ้นไป โรคนี้มีลักษณะด้วยกันคือ (1) เป็นชนิดผู้ป่วยมีสติปัญญาต่ำอย่างรุนแรง (Neurological Cretinism) คือมีอาการหู หนวด เป็นใบ้ มีความผิดปกติทางระบบประสาทอย่างเห็นได้ชัดเจน คือ อาการกระตุก ตาเหล่ ท่าเดินผิดปกติและกล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน เด็กที่เป็นโรคนี้ทางเหนือเรียกว่า โรคเอ๋อ หรือใบ้งั่ง และถ้ามีอาการเดินกระตุกด้วย เรียกว่า "เซอะมะ" เด็กที่เป็นโรคนี้เมื่อมีอายุมากขึ้น ก็ยังมีรูปร่างเหมือนเด็กและไม่สามารถเรียกหนังสือได้br> (2) เป็นชนิดที่ผู้ป่วยมีสติปัญญาต่ำมาก (Myxedematons Critinism) มีการเจริญเติบโต ของร่างกายและกระดูกล่าช้า จะมีลักษณะเตี้ยแคระ ซึมไม่ค่อยรบกวนเหมือนเด็กทั่วๆ ไป ฟัน งอกช้า กระดูกกระหม่อมปิดช้า หัวใจเต้นช้า เบื่ออาหาร ผิวหนังหนา การเจริญเติบโตทางเพศ ช้า การเคลื่อนไหวเชื่องช้า จากการสำรวจจำนวนของเด็กที่ป่วยเป็นโรคเอ๋อในจังหวัดน่าน เมื่อปี พ.ศ. 2532 พบเด็ก ที่เป็นโรคนี้มีจำนวนดังนี้ เด็กอายุ 0-15 ปี 93 คน เด็กอายุ 15 ปีขึ้นไป 456 คน เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ประมาณ 0.13 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรเด็กในจังหวัดน่าน เมื่อนับจำนวนเด็กที่เป็นเฉพาะจังหวัดน่านเพียงจังหวัดเดียว มีจำนวนถึง 549 คน เด็ก เหล่านี้จะไม่มีโอกาสเป็นโรคนี้เลย ถ้ามารดาเป็นผู้มีความรู้ทางด้านโภชนาการ เพราะฉะนั้น รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขควรให้ความรู้แก่ประชาชนทั่ว ๆ ไปที่อยู่ห่างไกลจากตัว เมือง เพื่อให้มารดาและประชาชนทั่ว ๆ ไปได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรับประทาน อาหารให้ครบ 5 หมู่ ควรให้ความรู้เรื่องคุณคาอาหารทั้ง 5 หมู่ทีจะหารับประทานได้ทั่ว ๆ ไป โดยไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อสารอาหารราคาแพงมารับประทาน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อค่าครองชีพ ของครอบครัวที่ฐานะยากขน สาธารณสุขควรรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องนี้ และควรแนะนำให ้ประชาชนได้รู้จักรับประทานน้ำปลาอนามัยหรือเกลืออนามัย ซึ่งเป็นน้ำปลาและเกลือที่เติม สารไอโอดีนลงไปเป็นการเพิ่มคุณค่าทางอาหาร เพื่อป้องกันมิให้หญิงมีครรภ์ขาดสารไอโอดีน ที่จะมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ถ้ารัฐฯ ยังปล่อยปละละเลยไม่ให้ความรู้แก่ประชาชน ถ้า ประชาชนในรุ่นต่อ ๆ มาเกิดมาเป็นโรคนี้มาก จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศ และเด็กเป็นโรคนี้จะเป็นภาระกับสังคมอย่างยิ่ง ทำให้ประชากรของประเทศมี คุณภาพต่ำ เพราะเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ช่วยตัวเองไม่ได้ จึงเป็นภาระและกระทบต่อการพัฒนา เศรษฐกิจของชาติเป็นอย่างยิ่ง
ปกติในร่างกายของคนเราจะมีจุลินทรีย์ทั้งชนิดที่เป็นโทษและชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ชนิดที่เป็นโทษต่อร่างกาย เรียกว่า จุลินทรีย์ก่อโรค และ ชนิดที่ดีช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เรียกว่า จุลินทรีย์สุขภาพสำหรับเด็กวัย 1-3 ปี เป็นวัยเรียนรู้และมีโอกาสออกมาสัมผัสสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้น ทำให้มีโอกาสติดเชื้อ เจ็บป่วยง่าย จึงจำเป็นต้องได้รับการ เสริมภูมิต้านทานตามธรรมชาติมากเป็นพิเศษ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีพรีไบโอติก โอลิโกฟรุกโตส ซึ่งเป็นใยอาหาร ที่สกัดได้จากพืชธรรมชาติ 100% จำพวกผักและผลไม้ เช่น กล้วย กระเทียม หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หัวชิคอรี เป็นต้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของ จุลินทรีย์สุขภาพ โดยเฉพาะชนิดไบฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacteria) และแลคโตแบซิไล (Lactobacilli) ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นการสร้างภูมิต้านทาน ขึ้นตามธรรมชาติ ในแต่ละวัน เด็กๆ ควรได้รับโอลิโกฟรุกโตส ในปริมาณที่เหมาะสม ประมาณวันละ 2 - 3 กรัม ซึ่งจะช่วยให้จำนวนจุลินทรีย์สุขภาพมีปริมาณเพิ่มขึ้น และทำให้จุลินทรีย์ก่อโรคลดจำนวนลงสุขภาพก็จะแข็งแรงขึ้น แต่อาหารเหล่า นี้เด็กๆ มักไม่ค่อยชอบรับประทาน ฉะนั้นการจะให้ได้รับโอลิโกฟรุกโตสให้เพียงพอแก่ร่างกาย จึงต้องหาจากอาหารอื่นแทน เช่น นมที่มีส่วนผสมของ โอลิโกฟรุกโตส เป็นต้นประโยชน์แท้จริงของโอลิโกฟรุกโตส คือ1. ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพ และลดปริมาณจุลินทรีย์ที่ฉวยโอกาสก่อโรค เป็นการทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานสูงและแข็งแรง อยู่เสมอ2. ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กและแคลเซียมได้ดีขึ้น3. ช่วยระบบย่อยอาหารให้ทำงานดีขึ้น ร่างกายจึงได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างเต็มที่
ถ้าจะถามว่าเครื่องดื่มที่คนนิยมดื่มกันมากที่สุดในปัจจุบันคืออะไร คนส่วนใหญ่คงนึกถึง กาแฟ แต่จริง ๆ แล้วเครื่องดื่มที่มีผู้ดื่ม มากที่สุดในโลกรองจากน้ำเลยทีเดียวก็คือ ชา ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีกลิ่นหอม คนจึงนิยมดื่มกันอย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นชาวเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น หรือ ชาวยุโรป ชา ที่นิยมดื่มในปัจจุบันอาจแบ่งได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ ๆ คือ ชาจีน ชาเขียว และชาฝรั่งซึ่งชาแต่ละชนิดจะ ต่างกันตรงกรรมวิะีในการผลิต แต่ชาที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากก็คือชาเขียว (green tea) ซึ่งเป็นชาที่ไม่ผ่านการหมักทำให้ไม่ สูญเสียองค์ประกอบที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพไปในระหว่างการหมักเหมือนชาฝรั่ง ชาเขียวได้จากการทำใบชาให้แห้งที่อุณหภูมิสูง อย่างรวดเร็ว จึงทำให้ใบชาแห้งยังคงมีสีเขียวและมีคุณภาพเช่นเดียวกับใบชาสด ซึ่งเมื่อชงน้ำร้อนแล้วจะได้น้ำชาสีเขียวหรือเหลือง อมเขียว ไม่มีกลิ่น มีรสฝาดกว่าชาจีน นิยมแต่งกลิ่นด้วยพืชหอมเช่น มะลิ บัวหลวง เป็นต้น ชาเขียวมี 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ชาเขียว แบบญี่ปุ่น และชาเขียวแบบจีน ซึ่งแตกต่างกันตรงที่ชาเขียวแบบจีนจะมีการคั่วด้วยกระทะร้อน แต่ชาเขียวแบบญี่ปุ่นไม่ต้องคั่วใบชา เขียวมีสารอาหารพวกโปรตีน น้ำตาลเล็กน้อย และมีวิตามินอีสูง แต่อย่างไรก็ดีมีรายงานว่าวิตามินเอและวิตามินอีที่มีอยู่ในใบชาจะ สูญเสียไปเกือบหมดถ้าใช้ระยะเวลาในการชงนานจนเกินไป ส่วนปริมาณของแคลเซียม เหล็ก และวิตามินซีจะสูญเสียไปประมาณ ครึ่งหนึ่ง แต่มีรายงานจากประเทศญี่ปุ่นว่า ถ้าเราสามารถรับประทานใบชาเขียวแห้ง 6 กรัมต่อวัน จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินอี และวิตามินเอถึงร้อยละ 50 และ 20 ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ตามลำดับ ในประเทศญี่ปุ่นจึงมีการผลิตชาเขียว ในรูปผงสำหรับบริโภคขึ้น ซึ่งสามารถเติมลงในอาหารหลายชนิด ตั้งแต่อาหารญี่ปุ่นจนถึงสเต็ก แฮมเบอร์เกอร์ สปาเกตตี้ และสลัดใบชาเขียวมีสารสำคัญ 2 ชนิด ชนิดแรก คือ กาเฟอีน (caffein) ซึ่งมีอยู่ในชาเขียวประมาณร้อยละ 2.5 โดยน้ำหนัก ซึ่งสารชนิด นี้เองที่ทำให้น้ำชาสามารถกระตุ้นให้สมองสดชื่นแจ่มใส หายง่วง เนื่องจากกาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท เพิ่มการเผาผลาญ เพิ่มการทำงานของหัวใจและไต แต่อย่างไรก็ตามเด็ก ๆ และผู้ป่วยโรคหัวใจก็ไม่ควรดื่มชา เนื่องจากกาเฟอีนมีคุณสมบัติในการ กระตุ้นประสาทและบีบหัวใจ ถ้าต้องการดื่มจริง ๆ ควรดื่มชาที่สกัดกาเฟอีนออกแล้ว ในการชงชานั้นพบว่า 3 นาทีแรก จะได้กาเฟอีน ออกมาในประมาณสูง โดยทั่วไปใบชาเขียว 1 ถ้วย (ประมาณ 6 ออนซ์) จะมีกาเฟอีนอยู่ 10-50 มิลลิกรัม สารที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับ กาเฟอีนชนิดอื่น ๆ ยังช่วยในการขับปัสสาวะ โดยไปกระตุ้นไตให้ขับน้ำปัสสาวะมากขึ้น และช่วยขยายหลอดลมอีกด้วย สำหรับสารสำคัญ ชนิดที่สองที่มีในชาเขียวคือ แทนนิน หรือ ฝาดชา (tea tannin) ซึ่งมีอยู่หลายชนิด พบในใบชาแห้งประมาณร้อยละ 20-30 โดยน้ำหนัก เป็สนารที่มีรสฝาดที่ใช้บรรเทาอาการท้องเสียได้ ดังนั้นหากต้องการดื่มชาเขียวให้ได้รสชาติที่ดี จึงไม่ควรทิ้งใบชาค้างไว้ในกานานเกิน ไป เพราะแทนนินจะละลายออกมามากทำให้ชาเขียวมีรสขม แต่ถ้าหากดื่มชาเขียวเพื่อจุดประสงค์ในการบรรเทาอาการท้องเสียก็ควร ต้มใบชานาน ๆ เพื่อให้มีปริมาณแทนนินออกมามาก แทนนินยังช่ยเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหัวใจและขยายผนังหลอดโลหิต จึงทำให้ชาเขียวเหมาะสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าสารแคทิซิน (catechins) ซึ่งเป็นสารแทนนินชนิดหนึ่ง ใบชาเขียว มีฤทธิ์เป็นสารต้านการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหารโดยป้องกันการสร้างสารก่อมะเร็ง โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ กลางการวิจัยโรคมะเร็งในบริติชโคลัมเบีย รายงานว่าชาสามารถยับยั้งการสร้างไนโตรซามีนซึ่งก่อมะเร็งได้หลายชนิด ดังนั้นถ้านิยม บริโภคอาหารจำพวกเนื้อสัตว์มากก็ควรดื่มน้ำชาไปพร้อม ๆ กันด้วยก็จะช่วยลดการสร้างสารก่อมะเร็งได้ มีรายงานทางการแพทย์ทั่ว ประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1982 และ 1987 พบว่าในแถบจังหวัดชิซูโอกะ ซึ่งเป็นท้องถิ่นที่มีการดื่มชาเขียวกันมาก มีอัตราการเกิดมะเร็ง ในกระเพาะอาหารอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย นอกจากนี้นักวิจัยชาวญี่ปุ่นยังได้รายงานไว้ว่าสารแคทิซินในชาช่วยลดระดับ คอเลสเตอรอลในเลือดของหนูได้ โดยทำให้หนูขับถ่ายไขมันและคอเลสเตอรอลออกทางอุจจาระเพิ่มขึ้น แต่กลไกยังไม่ทราบแน่ชัด จากผลการวิจัยนี้จึงเชื่อว่าสารชนิดนี้น่าจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้โดยสรุปแล้วฤทธิ์ของชานั้นจะขึ้นกับสารสำคัญทั้งสองชนิดที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สารเหล่านี้จะถูกดูดซับสู่ทางเดินอาหารได้ถึง ร้อยละ 90 แล้วแผ่กระจายไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ภายใน 5 นาที และยังออกฤทธิ์อยู่ในช่วงเวลา 6-14 ชั่วโมง นอกจากนี้ในใบชายังมี ปริมาณแร่ธาตุฟลูออกไรด์สูง ซึ่งแร่ธาตุชนิดนี้เป็นส่วนในการเสริมสร้างกระดฅูกและฟันให้แข็งแรง นักวิจัยจากศูนย์ทันตกรรมฟอร์ซีธ ในบอสตัน โดยถ้าคุณแช่ถุงชาหรือใบชาไว้นาน 3 นาทีก่อนดื่ม ชาจะสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียซึ่งทำให้เกิดฟันผุได้ถึงร้อยละ 95 จะเห็นได้ว่าการดื่มชาเขียวจึงน่าจะมีส่วนช่วยในการป้องกันฟันผุได้แตทั้งนี้การดื่มชาเขียวก็มีข้อควรระมัดระวัง คือการดื่มชาเขียวในปริมาณสูงอาจมีผลในการลดการดูดซึมวิตามิน B1 และ ธาตุเหล็กได้ จากที่กล่าวมาทั้งหมดแล้วจะเห็นได้ว่าชาเขียวมีคุณประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ ดังนั้นถ้าคุณคิดจะดื่มเครื่องดื่มสักชนิด หนึ่ง ชาเขียวก็จ่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งซึ่งคุ้มค่ากับการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดีของคุณตลอดไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการดื่มชาเขียวก็ควรดื่มใน ปริมาณที่เหมาะสมจึงจะได้คุณประโยชน์อย่างเด็มที่ สำหรับผู้ที่ไม่ชื่มชอบในการดื่มชาเขียวอาจบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารชนิดอื่น ๆ ที่ ใช้ชาเขียวเป็นส่วนผสมในการปรุงแต่ง กลิ่น รส ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ไอศกรีม หมากฝรั่ง (ดับ-กลิ่นปาก) และลูกอม เป็นต้น