แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหาร แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2557

มะเร็งเต้านม



คณะนักวิจัยของออสเตรเลียได้พัฒนาการตรวจมะเร็งเต้านมสำหรับสุภาพสตรี ซึ่งสามารถกระทำได้โดยทดสอบจากขนเพชรเพียงเส้นเดียว
ทั้งนี้ นักรังสีวิทยาของมหาวิทยาลัยนิวเซ้าธ์เวลส์ เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย พบว่า คะณสมบัติที่ปรากฏอยู่ในขนเพชรซึ่งไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อาจจะบอกได้ว่าผู้หญิงคน นั้นเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ และยังอาจจะบอกได้ว่าผู้หญิงคนนั้น มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะ ของยีนที่อาจจะแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมในภายหลังก็ได้
ขนเพชรนั้นก็สะดวกต่อการค้นหา เมื่อเทียบกับผมที่ติดกับหนังศีรษะ เพราะจะยังคงสภาพ ได้นานและไม่แห้งกรังเมื่อโดนแสงอาทิตย์
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์คนอื่น ก็โต้ว่าการทดลองวิจัยดังกล่าว ยังไม่อาจจะสรุปได้ เพราะขอบข่ายการวิจัยยังไม่กว้างพอ และยังสงสัยว่าทำไมไม่พัฒนาหรือปรับปรุงวิธีการตรวจ มะเร็งที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือวิธีการ mammograms เพื่อตรวจหามะเร็ง และการตรวจเลือด เพื่อ หายีนที่เป็นเครื่องชี้ว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็ง
แต่ทางนักรังสีวิทยาลัยเวโรนิกา เจมส์ ของออสเตรเลียบอกว่า วิธีการทดสอบด้วยขน เพชรนี้จะมีประโยชน์สำหรับการตรวจหามะเร็งสำหรับผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกล ความเจริญอะไรทำนองนั้น เพียงแค่คุณมีซองจดหมาย 1 ซอง แล้วจัดการถอนออกมาหนึ่งขยุ้ม ใส่เข้าไปในซองติดแสตมป์ แล้วส่งไปตรวจ แค่นี้ก็สามารถตรวจได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในโลก โดบเฉพาะในประเทศยากจนทั้งหลาย ซึ่งไม่มีการตรวจแบบ mammograms
การวิจัยโดยใช้เครื่องมือรังสีเอกซ์ วิเคราะห์ผมที่ติดกับหนังศีรษะของผู้หญิง 23 คน ซึ่ง ทราบมาก่อนแล้วว่าเป็นมะเร็งเต้านมและพบว่าขนเพชรของผู้หญิงเหลานี้มีวงแหวนพิเศษหนึ่ง วงหรือมากกว่าที่มี Keratin หรือระดับของโปรตีน ส่วนอีก 28 คนที่นำมาทดสอบด้วยโดยทราบ ล่วงหน้าแล้ววาไม่ได้ป่วยเป็นมะเร็ง มีอยู่เพียง 4 คนเท่านั้นทีมีวงแหวนพิเศษ
กระบวนการนี้จึงสามารถนำมาใช้กับการตรวจสอบขนเพชร เพราะจะรู้ว่าคนที่ป่วยเป็น มะเร็งนั้นต่างจากคนทั่วไป เพราะมีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างร่างกาย
ผู้หญิง 5 คนของการทดสอบครั้งนี้ ไม่พบอาการของโรคมะเร็ง แตการทดสอบก่อนหน้านี้ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะยีน BRCA-1 ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่เกิดโรคมะเร็งขนเพชร ของผู้หญิงทั้ง 5 คนนี้ มีวงแหวนพิเศษเต็ม คล้ายกับผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง
ผลจากการทดลองนี้ จึงอาจชี้ได้ว่าขนของผู้หญิง อาจจะชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง ลักษณะของยีนแม้ว่าก่อนจะตรวจพบมะเร็งก็ตามในระหว่างการทดลอง นักวิทยาศาสตร์ก็ยอม รับว่าสารเคมีและแสงอาทิตย์ ทำลายโมเลกุลโครงสร้างเส้นผมของผู้หญิง ผมทีติดกับหนังศีรษะ จึงใช้ไม่ได้จนกว่าจะงอกขึ้นมาใหม่ในอีก 3 เดือน แต่คงจะสะดวกและง่ายดายเพียงแค่ผู้หญิง หายไปหลังม่านพร้อมกับกรรไกรและซอง ได้ออกมาแล้วก็เอาไปตรวจก็เท่านั้นเอง
เดวิด ซาวิทซ์ หัวหน้าภาควิชาโรคระบาดของมหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลน่า กล่าวเสริม ว่าขนเพชรมีตัวอย่างทางด้านชีววิทยาที่เชื่อถือได้มากกว่าผมที่ติดกับหนังสือศีรษะ และเคยนำ ขนเพชรมาใช้กับการตรวจสอบประวัติผู้ที่เคยเสพยาเสพย์ติดประเภทโคเคนด้วย แต่การวิจัย ของคณะนักวิจัยออสเตรเลียชุดนี้ยังแคบเกินไป ต้องทดสอบให้กว้างกว่านี้จึงจะน่าเชื่อถือ ได้
วันนี้เรื่องอาจจะยาวไปสักนิด แต่เชื่อว่าจะมีประโยชน์บ้างสำหรับอนาคตในภายภาคหน้า เมื่อความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เจริญจนสามารถตรวจพบได้ เรื่องมะเร็งเส็งเคร็ง ดังนั้นขนเพชรจึงอาจยังมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

โรคเอ๋อ : โรคที่ป้องกันได้



ปัจจุบันโรคปัญญาอ่อนที่เกิดกับมนุษย์มีสาเหตุเกิดได้หลายประการด้วยกันเช่น อาจจะ เกิดจากพันธุกรรมที่เรียกว่า Down,s syndrome หรือ Mongolism โรคนี้เกิดจากมีจำนวนโครโม โซมผิดปรกติ คือมีจำจวนโครโมโซมมากกว่า 46 โครโมโซม โรคปัญญาอ่อนที่เกิดจาก
พันธุกรรม เป็นโรคที่ป้องกันยาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับยีนส์ และการมาจับคู่กันของยีนส์ ส่วน โรคปัญญาอ่อนอีกชนิดหนึ่ง เราเรียกว่า โรคเอ๋อ เป็นโรคปัญญาอ่อนที่เกิดขึ้นเนื่องจาก มารดาไม่มีความรู้เกี่ยวกับด้านโภชนาการ เมื่อตั้งครรภ์และแม่ขาดไอโอดีนจะมีผลกระทบไป ถึงทารกที่อยู่ในครรภ์ด้วย ทำให้ทารกทีคลอดมาเป็นโรคปัญญาอ่อน เนื่องจากร่างกายของแม่ ในช่วงตั้งครรภ์ขาดสารไอโอดีน จึงทำให้ขาดฮอร์โมนไทรอกซิน ซึ่งมีผลเกี่ยวข้องกับการเจริญ เติบโตของร่างกายและสมองทารกเมื่อคลอดออกมาจึงเป็นปัญญาอ่อน เรียกอาการเช่นนี้ว่า ครีทิน (Cretin) เพราะฉะนั้นโรคปัญญาอ่อนที่เกิดจากการขาดสารไอโอดีนของมารดาในระยะ ตั้งครรภ์จึงน่าจะเป็นโรคที่ป้องกันได้ ถ้ามารดามีความรู้เกี่ยวกับด้านโภชนาการ
อาหารที่มนุษย์รับประทานนี้แบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภทคือ อาหารที่ให้ พลังงานทำให้ร่างกายเจริญเติบโต ได้แก่อาหารพวกโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ส่วนอาหาร อีกประเภทหนึ่งเป็นอาหารทีไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่เป็นสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับการ ทำงานของเอนไซม์ การสร้างสารฮอร์โมนและกระบวนเมแทบอลิซึมของเซลล์ ได้แก่ แร่ธาตุ ต่าง ๆ และวิตามิน สารอาหารประเภทนี้จะได้จาก เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ สารไอโอดีนเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่พบมากในอาหารทะเลทุกชนิด ความสำคัญของสารไอโอดีน คือ ต่อมไทรอยด์นำไปสร้างฮอร์โมนไทรอกซิน (Thyroxine) หรือ T4 และไอโอโดไทโรนนีน (Triiiodothyronine) หรือ T3 สารทั้ง T3 และ T4 มีความสำคัญเกี่ยวกับควบคุมการเจริญเติบโต ในกระบวนการเมแทบอลิซึมของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ร่างกายสามารถตอบสนอง ต่อฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตจากต่อมใต้สมองได้เป็นปรกติ ถ้ามารดาในช่วงตั้งครรภ์ ขาดฮอร์โมนชนิดนี้จะไปมีผลกระทบทำให้ทารกในครรภ์ไม่เจริญเติบโตและยังมีผลไปยับยั้ง การเจริญเติบโตของสมองด้วยทำให้ทารกในครรภ์มีลักษณะเตี้ยแคระ และเป็นโรคปัญญาอ่อน ด้วย
เด็กปัญญาอ่อนเนื่องจากขาดสารไอโอดีนในช่วงที่อยู่ในครรภ์ เรียกปัญญาอ่อนแบบนี้ว่า โรคเอ๋อ โรคเอ๋อเป็นโรคปัญญาอ่อนที่เกิดจากมารดาได้รับสารไอโอดีนในอาหารน้อย กว่า 20 ไมโครกรัมต่อวัน โรคชนิดนี้จะเกิดเฉพาะถิ่นในทารก (Endemic Cretinism) คือเกิด เฉพาะบางพื้นที่ที่ดินขาดสารไอโอดีน เนื่องจากดินถูกน้ำชะล้างสารชนิดนี้ลงไปสู้บริเวณที่ราบ ต่ำ จึงพบโรคนี้เกิดกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่ราบสูงที่เป็นป่าเขาหรือดอยในภาคเหนือและ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เช่น พบในประชาชนที่อาศัยอยู่ในชนบที่ห่างไกล จากตัวมืองในจังหวัดแพร่ น่าน และอุตรดิตถ์ จังหวัดเหล่านี้จึงมีเด็กเป็นโรคเอ๋อมากกว่าเด็กใน จังหวัดอื่นๆ โรคนี้ยังไม่สามารถตรวจพบได้ในเด็กแรกเกิด แต่เด็กอาจแสดงอาการให้ปรากฏ ตั้งแต่อายุ 3 เดือนขึ้นไป โรคนี้มีลักษณะด้วยกันคือ
(1) เป็นชนิดผู้ป่วยมีสติปัญญาต่ำอย่างรุนแรง (Neurological Cretinism) คือมีอาการหู หนวด เป็นใบ้ มีความผิดปกติทางระบบประสาทอย่างเห็นได้ชัดเจน คือ อาการกระตุก ตาเหล่ ท่าเดินผิดปกติและกล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน เด็กที่เป็นโรคนี้ทางเหนือเรียกว่า โรคเอ๋อ หรือใบ้งั่ง และถ้ามีอาการเดินกระตุกด้วย เรียกว่า "เซอะมะ" เด็กที่เป็นโรคนี้เมื่อมีอายุมากขึ้น ก็ยังมีรูปร่างเหมือนเด็กและไม่สามารถเรียกหนังสือได้br>
(2) เป็นชนิดที่ผู้ป่วยมีสติปัญญาต่ำมาก (Myxedematons Critinism) มีการเจริญเติบโต ของร่างกายและกระดูกล่าช้า จะมีลักษณะเตี้ยแคระ ซึมไม่ค่อยรบกวนเหมือนเด็กทั่วๆ ไป ฟัน งอกช้า กระดูกกระหม่อมปิดช้า หัวใจเต้นช้า เบื่ออาหาร ผิวหนังหนา การเจริญเติบโตทางเพศ ช้า การเคลื่อนไหวเชื่องช้า
จากการสำรวจจำนวนของเด็กที่ป่วยเป็นโรคเอ๋อในจังหวัดน่าน เมื่อปี พ.ศ. 2532 พบเด็ก ที่เป็นโรคนี้มีจำนวนดังนี้
เด็กอายุ 0-15 ปี 93 คน
เด็กอายุ 15 ปีขึ้นไป 456 คน
เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ประมาณ 0.13 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรเด็กในจังหวัดน่าน
เมื่อนับจำนวนเด็กที่เป็นเฉพาะจังหวัดน่านเพียงจังหวัดเดียว มีจำนวนถึง 549 คน เด็ก เหล่านี้จะไม่มีโอกาสเป็นโรคนี้เลย ถ้ามารดาเป็นผู้มีความรู้ทางด้านโภชนาการ เพราะฉะนั้น รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขควรให้ความรู้แก่ประชาชนทั่ว ๆ ไปที่อยู่ห่างไกลจากตัว เมือง เพื่อให้มารดาและประชาชนทั่ว ๆ ไปได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรับประทาน อาหารให้ครบ 5 หมู่ ควรให้ความรู้เรื่องคุณคาอาหารทั้ง 5 หมู่ทีจะหารับประทานได้ทั่ว ๆ ไป โดยไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อสารอาหารราคาแพงมารับประทาน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อค่าครองชีพ ของครอบครัวที่ฐานะยากขน สาธารณสุขควรรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องนี้ และควรแนะนำให ้ประชาชนได้รู้จักรับประทานน้ำปลาอนามัยหรือเกลืออนามัย ซึ่งเป็นน้ำปลาและเกลือที่เติม สารไอโอดีนลงไปเป็นการเพิ่มคุณค่าทางอาหาร เพื่อป้องกันมิให้หญิงมีครรภ์ขาดสารไอโอดีน ที่จะมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ถ้ารัฐฯ ยังปล่อยปละละเลยไม่ให้ความรู้แก่ประชาชน ถ้า ประชาชนในรุ่นต่อ ๆ มาเกิดมาเป็นโรคนี้มาก จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศ และเด็กเป็นโรคนี้จะเป็นภาระกับสังคมอย่างยิ่ง ทำให้ประชากรของประเทศมี คุณภาพต่ำ เพราะเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ช่วยตัวเองไม่ได้ จึงเป็นภาระและกระทบต่อการพัฒนา เศรษฐกิจของชาติเป็นอย่างยิ่ง









มาสร้างภูมิต้านทานตามธรรมชาติให้ร่างกายกันเถอะ



ปกติในร่างกายของคนเราจะมีจุลินทรีย์ทั้งชนิดที่เป็นโทษและชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
      ชนิดที่เป็นโทษต่อร่างกาย เรียกว่า จุลินทรีย์ก่อโรค และ
      ชนิดที่ดีช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เรียกว่า จุลินทรีย์สุขภาพ
สำหรับเด็กวัย 1-3 ปี เป็นวัยเรียนรู้และมีโอกาสออกมาสัมผัสสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้น ทำให้มีโอกาสติดเชื้อ เจ็บป่วยง่าย จึงจำเป็นต้องได้รับการ เสริมภูมิต้านทานตามธรรมชาติมากเป็นพิเศษ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีพรีไบโอติก โอลิโกฟรุกโตส ซึ่งเป็นใยอาหาร ที่สกัดได้จากพืชธรรมชาติ 100% จำพวกผักและผลไม้ เช่น กล้วย กระเทียม หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หัวชิคอรี เป็นต้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของ จุลินทรีย์สุขภาพ โดยเฉพาะชนิดไบฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacteria) และแลคโตแบซิไล (Lactobacilli) ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นการสร้างภูมิต้านทาน ขึ้นตามธรรมชาติ ในแต่ละวัน เด็กๆ ควรได้รับโอลิโกฟรุกโตส ในปริมาณที่เหมาะสม ประมาณวันละ 2 - 3 กรัม ซึ่งจะช่วยให้จำนวนจุลินทรีย์สุขภาพมีปริมาณเพิ่มขึ้น และทำให้จุลินทรีย์ก่อโรคลดจำนวนลงสุขภาพก็จะแข็งแรงขึ้น แต่อาหารเหล่า นี้เด็กๆ มักไม่ค่อยชอบรับประทาน ฉะนั้นการจะให้ได้รับโอลิโกฟรุกโตสให้เพียงพอแก่ร่างกาย จึงต้องหาจากอาหารอื่นแทน เช่น นมที่มีส่วนผสมของ โอลิโกฟรุกโตส เป็นต้น
ประโยชน์แท้จริงของโอลิโกฟรุกโตส คือ
1. ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพ และลดปริมาณจุลินทรีย์ที่ฉวยโอกาสก่อโรค เป็นการทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานสูงและแข็งแรง อยู่เสมอ
2. ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กและแคลเซียมได้ดีขึ้น
3. ช่วยระบบย่อยอาหารให้ทำงานดีขึ้น ร่างกายจึงได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างเต็มที่

ชาเขียว....เพื่อสุขภาพ



ถ้าจะถามว่าเครื่องดื่มที่คนนิยมดื่มกันมากที่สุดในปัจจุบันคืออะไร คนส่วนใหญ่คงนึกถึง กาแฟ แต่จริง ๆ แล้วเครื่องดื่มที่มีผู้ดื่ม มากที่สุดในโลกรองจากน้ำเลยทีเดียวก็คือ ชา ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีกลิ่นหอม คนจึงนิยมดื่มกันอย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นชาวเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น หรือ ชาวยุโรป ชา ที่นิยมดื่มในปัจจุบันอาจแบ่งได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ ๆ คือ ชาจีน ชาเขียว และชาฝรั่งซึ่งชาแต่ละชนิดจะ ต่างกันตรงกรรมวิะีในการผลิต แต่ชาที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากก็คือชาเขียว (green tea) ซึ่งเป็นชาที่ไม่ผ่านการหมักทำให้ไม่ สูญเสียองค์ประกอบที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพไปในระหว่างการหมักเหมือนชาฝรั่ง ชาเขียวได้จากการทำใบชาให้แห้งที่อุณหภูมิสูง อย่างรวดเร็ว จึงทำให้ใบชาแห้งยังคงมีสีเขียวและมีคุณภาพเช่นเดียวกับใบชาสด ซึ่งเมื่อชงน้ำร้อนแล้วจะได้น้ำชาสีเขียวหรือเหลือง อมเขียว ไม่มีกลิ่น มีรสฝาดกว่าชาจีน นิยมแต่งกลิ่นด้วยพืชหอมเช่น มะลิ บัวหลวง เป็นต้น ชาเขียวมี 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ชาเขียว แบบญี่ปุ่น และชาเขียวแบบจีน ซึ่งแตกต่างกันตรงที่ชาเขียวแบบจีนจะมีการคั่วด้วยกระทะร้อน แต่ชาเขียวแบบญี่ปุ่นไม่ต้องคั่วใบชา เขียวมีสารอาหารพวกโปรตีน น้ำตาลเล็กน้อย และมีวิตามินอีสูง แต่อย่างไรก็ดีมีรายงานว่าวิตามินเอและวิตามินอีที่มีอยู่ในใบชาจะ สูญเสียไปเกือบหมดถ้าใช้ระยะเวลาในการชงนานจนเกินไป ส่วนปริมาณของแคลเซียม เหล็ก และวิตามินซีจะสูญเสียไปประมาณ ครึ่งหนึ่ง แต่มีรายงานจากประเทศญี่ปุ่นว่า ถ้าเราสามารถรับประทานใบชาเขียวแห้ง 6 กรัมต่อวัน จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินอี และวิตามินเอถึงร้อยละ 50 และ 20 ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ตามลำดับ ในประเทศญี่ปุ่นจึงมีการผลิตชาเขียว ในรูปผงสำหรับบริโภคขึ้น ซึ่งสามารถเติมลงในอาหารหลายชนิด ตั้งแต่อาหารญี่ปุ่นจนถึงสเต็ก แฮมเบอร์เกอร์ สปาเกตตี้ และสลัด
ใบชาเขียวมีสารสำคัญ 2 ชนิด ชนิดแรก คือ กาเฟอีน (caffein) ซึ่งมีอยู่ในชาเขียวประมาณร้อยละ 2.5 โดยน้ำหนัก ซึ่งสารชนิด นี้เองที่ทำให้น้ำชาสามารถกระตุ้นให้สมองสดชื่นแจ่มใส หายง่วง เนื่องจากกาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท เพิ่มการเผาผลาญ เพิ่มการทำงานของหัวใจและไต แต่อย่างไรก็ตามเด็ก ๆ และผู้ป่วยโรคหัวใจก็ไม่ควรดื่มชา เนื่องจากกาเฟอีนมีคุณสมบัติในการ กระตุ้นประสาทและบีบหัวใจ ถ้าต้องการดื่มจริง ๆ ควรดื่มชาที่สกัดกาเฟอีนออกแล้ว ในการชงชานั้นพบว่า 3 นาทีแรก จะได้กาเฟอีน ออกมาในประมาณสูง โดยทั่วไปใบชาเขียว 1 ถ้วย (ประมาณ 6 ออนซ์) จะมีกาเฟอีนอยู่ 10-50 มิลลิกรัม สารที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับ กาเฟอีนชนิดอื่น ๆ ยังช่วยในการขับปัสสาวะ โดยไปกระตุ้นไตให้ขับน้ำปัสสาวะมากขึ้น และช่วยขยายหลอดลมอีกด้วย สำหรับสารสำคัญ ชนิดที่สองที่มีในชาเขียวคือ แทนนิน หรือ ฝาดชา (tea tannin) ซึ่งมีอยู่หลายชนิด พบในใบชาแห้งประมาณร้อยละ 20-30 โดยน้ำหนัก เป็สนารที่มีรสฝาดที่ใช้บรรเทาอาการท้องเสียได้ ดังนั้นหากต้องการดื่มชาเขียวให้ได้รสชาติที่ดี จึงไม่ควรทิ้งใบชาค้างไว้ในกานานเกิน ไป เพราะแทนนินจะละลายออกมามากทำให้ชาเขียวมีรสขม แต่ถ้าหากดื่มชาเขียวเพื่อจุดประสงค์ในการบรรเทาอาการท้องเสียก็ควร ต้มใบชานาน ๆ เพื่อให้มีปริมาณแทนนินออกมามาก แทนนินยังช่ยเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหัวใจและขยายผนังหลอดโลหิต จึงทำให้ชาเขียวเหมาะสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าสารแคทิซิน (catechins) ซึ่งเป็นสารแทนนินชนิดหนึ่ง ใบชาเขียว มีฤทธิ์เป็นสารต้านการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหารโดยป้องกันการสร้างสารก่อมะเร็ง โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ กลางการวิจัยโรคมะเร็งในบริติชโคลัมเบีย รายงานว่าชาสามารถยับยั้งการสร้างไนโตรซามีนซึ่งก่อมะเร็งได้หลายชนิด ดังนั้นถ้านิยม บริโภคอาหารจำพวกเนื้อสัตว์มากก็ควรดื่มน้ำชาไปพร้อม ๆ กันด้วยก็จะช่วยลดการสร้างสารก่อมะเร็งได้ มีรายงานทางการแพทย์ทั่ว ประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1982 และ 1987 พบว่าในแถบจังหวัดชิซูโอกะ ซึ่งเป็นท้องถิ่นที่มีการดื่มชาเขียวกันมาก มีอัตราการเกิดมะเร็ง ในกระเพาะอาหารอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย นอกจากนี้นักวิจัยชาวญี่ปุ่นยังได้รายงานไว้ว่าสารแคทิซินในชาช่วยลดระดับ คอเลสเตอรอลในเลือดของหนูได้ โดยทำให้หนูขับถ่ายไขมันและคอเลสเตอรอลออกทางอุจจาระเพิ่มขึ้น แต่กลไกยังไม่ทราบแน่ชัด จากผลการวิจัยนี้จึงเชื่อว่าสารชนิดนี้น่าจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้
โดยสรุปแล้วฤทธิ์ของชานั้นจะขึ้นกับสารสำคัญทั้งสองชนิดที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สารเหล่านี้จะถูกดูดซับสู่ทางเดินอาหารได้ถึง ร้อยละ 90 แล้วแผ่กระจายไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ภายใน 5 นาที และยังออกฤทธิ์อยู่ในช่วงเวลา 6-14 ชั่วโมง นอกจากนี้ในใบชายังมี ปริมาณแร่ธาตุฟลูออกไรด์สูง ซึ่งแร่ธาตุชนิดนี้เป็นส่วนในการเสริมสร้างกระดฅูกและฟันให้แข็งแรง นักวิจัยจากศูนย์ทันตกรรมฟอร์ซีธ ในบอสตัน โดยถ้าคุณแช่ถุงชาหรือใบชาไว้นาน 3 นาทีก่อนดื่ม ชาจะสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียซึ่งทำให้เกิดฟันผุได้ถึงร้อยละ 95 จะเห็นได้ว่าการดื่มชาเขียวจึงน่าจะมีส่วนช่วยในการป้องกันฟันผุได้
แตทั้งนี้การดื่มชาเขียวก็มีข้อควรระมัดระวัง คือการดื่มชาเขียวในปริมาณสูงอาจมีผลในการลดการดูดซึมวิตามิน B1 และ ธาตุเหล็กได้ จากที่กล่าวมาทั้งหมดแล้วจะเห็นได้ว่าชาเขียวมีคุณประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ ดังนั้นถ้าคุณคิดจะดื่มเครื่องดื่มสักชนิด หนึ่ง ชาเขียวก็จ่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งซึ่งคุ้มค่ากับการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดีของคุณตลอดไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการดื่มชาเขียวก็ควรดื่มใน ปริมาณที่เหมาะสมจึงจะได้คุณประโยชน์อย่างเด็มที่ สำหรับผู้ที่ไม่ชื่มชอบในการดื่มชาเขียวอาจบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารชนิดอื่น ๆ ที่ ใช้ชาเขียวเป็นส่วนผสมในการปรุงแต่ง กลิ่น รส ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ไอศกรีม หมากฝรั่ง (ดับ-กลิ่นปาก) และลูกอม เป็นต้น

วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557

10อันดับแมวยอดฮิต


          กระแสฮิตเจ้าเหมียวสี่ขาเริ่มมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ที่เปิดขึ้นมาเมื่อไรเป็นต้องเจอรูปถ่ายหน้ากลม ๆ ของเจ้าเหมียว พร้อมทั้งอิริยาบถต่าง ๆ อยู่ร่ำไป แถมบางครั้งเจ้าของก็ยังบรรยายความน่ารักให้ได้อ่านกันอีกด้วย แน่นอนว่า เมื่อได้เห็นดวงตากลมโตแสนบ้องแบ๊วคู่นั้น คงอดไม่ได้ที่จะหลงรักและอยากครอบครองเป็นเจ้าของ แต่ถ้าคุณคิดจะซื้อแมวมา เลี้ยงเอาไว้ที่บ้านสักตัวสองตัวแล้วล่ะก็ อย่าเพิ่งรีบร้อนตัดสินใจจนกว่าจะได้ศึกษานิสัยใจคอของแมวสายพันธุ์ต่าง ๆ รวมถึงวิธีการเลี้ยงดู โดยลองเปรียบเทียบจาก 10 สายพันธุ์แมวยอดนิยมในไทย ดังต่อไปนี้

 10 สายพันธุ์แมวยอดนิยมในไทย

 10 สายพันธุ์แมวยอดนิยมในไทย

 10 สายพันธุ์แมวยอดนิยมในไทย

1. แมวเปอร์เซีย (Persian)

          ราชินีแมวจากแดนตะวันออกกลาง ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเปอร์เซีย หรือประเทศตุรกีกับอิหร่านในปัจจุบัน แมวเปอร์เซียถือเป็นแมวต่างประเทศสายพันธุ์แรกที่ถูกนำเข้ามาในประเทศไทย สิ่งที่ทำให้แมวสายพันธุ์นี้ยังคงเป็นที่นิยมในหมู่คนรักแมวก็เพราะว่า นอกจากจะมีหน้าตาน่าเอ็นดูแล้ว ขนปุกปุยของแมวเปอร์เซียยังมีสีสันที่หลากหลาย และนิสัยส่วนตัวก็น่ารักด้วย

           ลักษณะทั่วไปและพฤติกรรมของแมวเปอร์เซีย

          แมวเปอร์เซีย เป็นแมวที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีกระดูกที่ใหญ่และแข็งแรง หัวและหน้ากลม หน้าผากโหนก แก้มเต็ม ดวงตากลมโต และอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกัน มีจมูกที่หัก กล่าวคือ สังเกตได้ชัดเจนเมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นจุดหักระหว่างจมูกกับหน้าผากชัดเจน เมื่อมองจากด้านหน้าจะเห็นเป็นขีดอยู่ระหว่างดวงตา

          นอกจากหน้าตาที่น่ารักแล้ว ยังเป็นแมวที่มีอุปนิสัยอ่อนโยน เข้ากับคนอื่นได้ง่าย มีความร่าเริงซุกซน ปีนป่ายไปตามจุดต่าง ๆ เพื่อหาของมากัดเล่น ช่างประจบประแจง และเป็นแมวที่มีไหวพริบมากทีเดียว

          
 การเลี้ยงดูแมวเปอร์เซีย

          เมื่อตัดสินใจจะเลี้ยงแมวพันธุ์นี้แล้ว จงพึงระลึกไว้เสมอว่า การดูแลขนของแมวเปอร์เซียเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ผู้เลี้ยงต้องหมั่นทำความสะอาด โดยการแปรงและสางขนแมวอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันการเกิดขนพันกัน ซึ่งอาจกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค รวมทั้งพยาธิต่าง ๆ ที่จะเป็นสาเหตุของโรคผิวหนังอักเสบและเป็นที่อยู่ของเห็บหมัดอีกด้วย

          ส่วนในเรื่องของอาหารการกินนั้น ควรเลือกอาหารที่ช่วยให้ทางเดินอาหารของแมวไม่อุดตัน เนื่องจากแมวเปอร์เซียจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเลียทำความสะอาดขน อันเป็นสาเหตุในการกินหรือกลืนเส้นขนเข้าไปเป็นจำนวนมาก หากเส้นขนไปรวมตัวกันในช่องท้อง จะทำให้แมวเปอร์เซียมีอาการสำรอกหรือเกิดปัญหาของระบบย่อยอาหารได้

10 สายพันธุ์แมวยอดนิยมในไทย

10 สายพันธุ์แมวยอดนิยมในไทย

 2. แมวอเมริกัน ชอร์ตแฮร์ (American Shorthair)

         แมวสายพันธุ์อเมริกาที่สืบเชื้อสายมาจากประเทศในแถบยุโรป และแพร่พันธุ์มายังอเมริกา เมื่อสมัยที่ชาวยุโรปเดินทางไปแสวงหาถิ่นที่อยู่ใหม่ โดยพวกเขาได้นำแมวอเมริกันชอร์ตแฮร์ ติดเรือไปด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้หนูทำลายข้าวของ และได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ในเวลาต่อมา จนกระทั่งกลายเป็นแมวพื้นเมืองขนสั้นของอเมริกาไปในที่สุด

          
 ลักษณะทั่วไปและพฤติกรรมของแมวอเมริกัน ชอร์ตแฮร์

         สำหรับรูปร่างของแมวอเมริกัน ชอร์ตแฮร์ มีขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ โครงสร้างลำตัวโต มีกล้ามเนื้อแข็งแรง มองเห็นชัดเจน อกใหญ่ ขาใหญ่ ใบหูมีขอบเป็นทรงกลมมน ส่วนหัวมีลักษณะรูปไข่ ดวงตากลมโตเป็นสีเขียวมรกต มีลักษณะสีขน และรูปร่างมากกว่า 80 แบบ

         ส่วนอุปนิสัยของอเมริกัน ชอร์ตแฮร์ พบว่า เป็นแมวที่ช่างสงสัย นิสัยร่าเริง ชอบเล่น มีเสน่ห์ แต่จะฝึกค่อนข้างยาก ดังนั้นหากเป็นไปได้ เจ้าของควรจะคลุกคลีและอยู่กับแมวให้มาก ๆ

           
 การเลี้ยงดูแมวอเมริกัน ชอร์ตแฮร์

         ปัญหาของแมวพันธุ์อเมริกันขนสั้นส่วนใหญ่จะเป็นเชื้อราและเป็นหวัดง่าย ถ้าหากเจ้าของให้การดูแลไม่ดีก็จะเลี้ยงลำบาก ฉะนั้นเจ้าของควรพาแมวไปตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนเป็นประจำ ส่วนปัญหาเรื่องขนร่วงมีน้อยมาก โดยจะร่วงเฉพาะในช่วงเวลาผลัดขนปีละ 2 ครั้งเท่านั้น



 3. แมวสก็อตติช โฟลด์ (Scottish Fold)

          Susie เป็นแมวพันธุ์สก็อตติช โฟลด์ ตัวแรกที่ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1961 ที่ประเทศสก็อตแลนด์ แต่ในตอนนั้นยังไม่มีใครทราบชื่อสายพันธุ์ที่แท้จริง เนื่องจากลักษณะของ Susie มีใบหูพับ และยังมีใบหน้าที่คล้ายกับนกฮูก ซึ่งหลังจากที่ Susie ให้กำเนิดลูกแมวน้อยหูพับ 2 ตัว William Ross ชายเลี้ยงแกะ ซึ่งเป็นผู้ค้นพบคนแรกก็ได้นำลูกแมวตัวเมียไปเลี้ยง หลังจากที่ลูกแมวตัวนั้นโตขึ้น จึงนำไปผสมพันธุ์กับ บริติช ชอร์ตแฮร์ จนกลายเป็นต้นกำเนิดของสายพันธุ์นี้ และได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้องที่รับรองโดย The Governing Council of the Cat Fancy ของประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1966

           
 ลักษณะทั่วไปและพฤติกรรมของแมวสก็อตติช โฟลด์

          แมวสายพันธุ์นี้แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ แบบขนสั้นกับแบบขนยาว โดยทั้ง 2 แบบจะมีลักษณะตัวกลม หัวกลม มีช่วงคอสั้น ดวงตากลมใหญ่ และมีหูตั้งตรงขนาดกลาง ไปจนถึงหูพับขนาดเล็กที่มีมุมพับกว้าง ปลายหูส่วนใหญ่จะกลม หูของลูกแมวจะเริ่มพับในช่วง 2-3  อาทิตย์แรก จมูกสันโค้งกว้างรับกับดวงตา ซึ่งบางตัวมีปากโค้งได้รูปรับกับคางพอดี จึงเป็นที่มาของสมญานามว่า Smiling Cat หรือ แมวยิ้ม นั่นเอง

          แมวพันธุ์สก็อตติช โฟลด์ เป็นแมวที่ไม่ค่อยส่งเสียง และชอบทำกิจกรรมในระดับปานกลาง พวกมันชอบที่จะเล่น เฉพาะเวลาที่มีเจ้าของมาร่วมเล่นด้วย บางตัวอาจไม่ชอบนอนบนตัก โดยเลือกที่จะอยู่ใกล้ ๆ กับเจ้าของแทน

          
 การเลี้ยงดูแมวสก็อตติช โฟลด์

         การดูแลแมวสก็อตติช โฟลด์ ค่อนข้างง่าย แค่หมั่นแปรงขน 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์สำหรับแบบขนสั้น แต่อาจจะต้องเพิ่มการดูแลมากขึ้นหากเลือกที่จะเลี้ยงแบบขนยาว โดยเฉพาะบริเวณใบหูของแมว ควรหมั่นทำความสะอาดบ่อยครั้ง พอ ๆ กับการแปรงขน และโดยทั่วไป แมวพันธุ์นี้ส่วนใหญ่มีร่างกายที่ค่อนข้างสมบูรณ์อยู่แล้ว จึงไม่มีเรื่องอะไรที่น่าเป็นห่วงนัก



 4. แมววิเชียรมาศ (Siamese)

          แมวไทยที่ชาวต่างชาติรู้จักกันดีในชื่อ Siamese Cat หรือ แมวสยาม หนึ่งในต้นตระกูลของแมวไทยที่ถูกนำไปปรับปรุงจนเกิดแมวไทยอีกหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งตามตำนานสมุดข่อยได้กล่าวไว้ว่า หากใครได้เลี้ยงแมววิเชียรมาศ จะได้เป็นขุนนาง เพราะถือว่าแมววิเชียรมาศเป็นแมวลาภ อีกทั้งในอดีตยังเป็นแมวที่เลี้ยงกันในวังเป็นส่วนใหญ่ด้วย

           ลักษณะทั่วไปและพฤติกรรมของแมววิเชียรมาศ

         เนื่องจากแมววิเชียรมาศเป็นแมวที่มีแต้มสีน้ำตาลเข้ม 9 จุดอยู่บนตัว ได้แก่ ที่ปลายเท้าทั้งสี่ ปลายหูทั้งสอง ปลายหาง บนจมูก และที่อวัยวะเพศ ดังนั้นจึงถูกคนเข้าใจผิดบ่อย ๆ ว่า เป็นแมวเก้าแต้ม แต่ที่จริงแล้ว แมวเก้าแต้มเป็นชื่อของแมวไทยอีกชนิดหนึ่งที่สูญพันธุ์ไปแล้ว

         ทั้งนี้ ไม่ว่าจะนำแมววิเชียรมาศไปผสมกับแมวพันธุ์อะไรก็ตาม ก็จะได้สีแต้มตามแบบ แต่แตกต่างกันในเรื่องของรูปร่างและอุปนิสัย อีกทั้งเมื่ออายุมากขึ้น สีแต้มก็จะเข้มขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้อาจจะมีสีแต้มที่แปลกแยกออกไป เช่น แต้มสีเทา สีแดง และสีกลีบบัว

          ส่วนอุปนิสัยของแมววิเชียรมาศก็คล้ายคลึงกับแมวไทยทั่วไป คือ มีความฉลาด คล่องแคล่ว ปราดเปรียวเหมือนกับรูปร่าง มีความเป็นตัวของตัวเองสูง แต่ก็สุภาพเรียบร้อย แม้ว่าภายนอกของแมววิเชียรมาศจะดูรักสันโดษ แต่ความจริงแล้วกลับไม่ชอบอยู่ตามลำพัง ดังนั้นมันจึงเป็นแมวขี้อ้อน ประจบประแจงเก่ง

           
 การเลี้ยงดูแมววิเชียรมาศ

          ตอนกลางวันควรให้แมวอยู่อย่างอิสระในบ้านหรือนอกบ้านก็ได้ ตอนกลางคืนควรขังรวมกันไว้ในกรง กรงแมวต้องมีขนาดใหญ่ การเลี้ยงแมวในบ้าน แมวจะชอบขับถ่ายในที่ที่มีกลิ่นเหม็นหรือเป็นจุดอับ หากต้องการให้แมวขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง ควรเตรียมกระบะทรายไว้ในบ้านด้วย แต่ที่ต้องระวังคือแมวตัวผู้ที่โตแล้ว มักจะขับถ่ายไม่เลือกที่





 5. แมวโคราช (Korat)

          แมวพันธุ์นี้มีชื่อเรียกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แมวมาเลศ แมวดอกเลา หรือแมวสีสวาด เป็นหนึ่งใน 17 แมวมงคลของไทย ที่ได้รับพระราชทานชื่อมาจาก สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 5 ตามแหล่งกำเนิดของแมวพันธุ์นี้ ซึ่งพบใน อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ชื่อเสียงของแมวโคราชโด่งดังไปทั่วโลก หลังจากชนะเลิศงานประกวดประจำปีที่สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.1966

          
 ลักษณะทั่วไปและพฤติกรรมของแมวโคราช

          ลักษณะของแมวโคราชจะมีขนเรียบ โคนขนสีเทาขุ่น ๆ ส่วนปลายขนเป็นสีเงินประกายคล้ายหยดน้ำค้างบนใบบัว หรือผมหงอก และเป็นสีเช่นนี้ตลอดทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดปลายหาง สำหรับใบหน้าหากมองดูจากด้านหน้าจะเห็นเป็นรูปหัวใจ หน้าผากใหญ่และแบน หูตั้ง ปลายหูมน โคนหูใหญ่ สำหรับแมวตัวผู้บริเวณหน้าผากจะมีรอยหยักทำให้เห็นเป็นรูปหัวใจเด่นชัดมากขึ้น ผิวหนังที่บริเวณจมูกและริมฝีปาก จะเป็นสีเงินหรือม่วงอ่อน

          
 การเลี้ยงดูแมวโคราช

          โดยปกติแล้วแมวโคราชจะมีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 10-15 ปี ซึ่งวิธีการดูแลเหมือนแมวไทยทั่วไป แต่ควรใส่ใจเรื่องการถ่ายพยาธิและการฉีดวัคซีนมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการฉีดวัคซีน 3 ชนิดต่อปีให้ครบถ้วน ซึ่งประกอบไปด้วย วัคซีนป้องกันหัดแมว ลูคีเมีย และพิษสุนัขบ้า



 6. แมวขาวมณี (Khao Manee)

         สำหรับแมวขาวมณีไม่มีหลักฐานยืนยันที่มาอย่างชัดเจน รู้เพียงว่า เริ่มพบเห็นมากในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยมีข้อสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นแมวที่ติดมากับเรือสำเภาของพ่อค้าจีน ที่เลี้ยงไว้จับหนูบนเรือ แต่เนื่องจากสีขาวเป็นสีที่ดูสะอาดและเป็นสีมงคลสำหรับคนไทย ดังนั้นแมวขาวมณีจึงกลายเป็นแมวบ้านนับจากนั้นเป็นต้นมา และที่สำคัญแมวพันธุ์นี้ยังเป็นแมวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดปรานเป็นพิเศษด้วย

          
 ลักษณะทั่วไปและพฤติกรรมของแมวขาวมณี

          เอกลักษณ์ของแมวขาวมณี นอกจากจะมีขนสีขาวปลอดทั่วทั้งตัวแล้ว นัยน์ตาทั้ง 2 ข้างของแมวขาวมณียังแตกต่างไปจากแมวไทยพันธุ์อื่น โดยมีทั้งนัยน์ตาสีฟ้า สีเหลืองอำพัน และตา 2 สี ลักษณะมาตรฐานของแมวขาวมณี หัวจะต้องกลมใหญ่คล้ายรูปหัวใจ จมูกสั้น หูตั้งใหญ่ โคนหางใหญ่ แต่มีปลายแหลมชี้ตรง และต้องเรียวได้สัดส่วนกับลำตัว ส่วนเสน่ห์ของแมวขาวมณีนั้น นอกจากขนสีขาวเนียนสนิท มันยังเป็นแมวที่ช่างประจบประแจง ขี้อ้อน ชอบเข้ามาคลอเคลีย และจะคอยสังเกตเจ้าของตลอด ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ก็ตาม

          
 การเลี้ยงดูแมวขาวมณี

          ส่วนมากมักจะนิยมเลี้ยงแมวขาวมณีแบบเป็นคู่ เพื่อให้พวกมันพลัดกันเลียขนเพื่อทำความสะอาด แมวพันธุ์นี้เป็นแมวเชื่อง และเชื่อฟังคำสั่งเจ้าของ จึงเหมาะกับการเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนแก้เหงาได้ดีเลยทีเดียว




 7. แมวบริติช ชอร์ตแฮร์ (British Shorthair)

          แมวท้องถิ่นสายพันธุ์เก่าแก่ที่สุดบนเกาะอังกฤษ ซึ่งเล่ากันว่าบรรพบุรุษของพวกมันมาจากแมวที่ชาวโรมันเอามาเลี้ยงเมื่อ 2,000 ปีก่อน และเป็นแมวที่ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในประเทศต้นกำเนิดและประเทศอื่น ๆ แถบยุโรปจนถึงยุคปัจจุบัน เนื่องจากมันเป็นแมวที่มีความเฉลียวฉลาด จึงเป็นที่ชื่นชอบของผู้ฝึกสัตว์ เพื่อใช้ในการโฆษณาทางโทรทัศน์หรือเข้าฉากในภาพยนตร์ของฮอลลีวูด

          
 ลักษณะทั่วไปและพฤติกรรมของแมวบริติช ชอร์ตแฮร์

         แมวบริติช ชอร์ตแฮร์ เป็นแมวที่มีลักษณะกะทัดรัด สมดุลดี แข็งแรง หน้าอกเต็มและกว้าง ขาสั้น อุ้งเท้ากลม หางหนาและกลม หัวกลมรับกับใบหูขนาดเล็ก คอสั้น แก้มยุ้ย คางหนา ดวงตากลมโต จมูกค่อนข้างสั้น ขนหนาและสั้น มีอายุเฉลี่ยประมาณ 15-20 ปี

         ส่วนอุปนิสัยของแมวพันธุ์นี้ค่อนข้างนิ่งสงบกว่าแมวพันธุ์อื่น ๆ เดาทางได้ง่าย เนื่องเป็นมิตรกับผู้คนรวมถึงสัตว์ชนิดอื่น ๆ ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ง่าย ดังนั้นจึงไม่ค่อยพบเห็นแมวสายพันธุ์นี้ส่งเสียงรบกวน แสดงอาการก้าวร้าว หรือทำลายสิ่งของให้เห็น

          
 การเลี้ยงดูแมวบริติช ชอร์ตแฮร์

         แมวบริติช ชอร์ตแฮร์เป็นแมวที่ดูแลง่าย แต่ควรเลี้ยงในบ้าน นอกจากนี้บริติช ชอร์ตแฮร์ อาจเป็นแมวที่มีพัฒนาการการเจริญเติบโตช้าอยู่สักหน่อย แต่ความสมบูรณ์และความสวยงามของมันจะอยู่คู่กับแมวไปตลอดเกือบชั่วอายุขัยเลยทีเดียว



 8. แมวเอ็กโซติก (Exotic)
          แมวหน้าบูด จมูกหัก แต่น่ารักไม่แพ้ใคร เพราะสืบเชื้อสายมาจากแมว 2 สายพันธุ์ ระหว่างแมวเปอร์เซียกับแมวอเมริกัน ช็อตแฮร์ จนกลายมาเป็นแมวเอ็กโซติก หลากหลายรูปแบบ อาทิ  Exotic Blue Tabby, Exotic Red Tabby, Exotic Cream Tabby เป็นต้น

          
 ลักษณะทั่วไปและพฤติกรรมของแมวเอ็กโซติก

          ลักษณะทั่วไปของแมวเอ็กโซติกเหมือนกับแมวเปอร์เซียทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะหัวกลม กะโหลกใหญ่ ใบหูเล็กกลม จมูกหักเล็กน้อย ยกเว้นเส้นขนสั้น ๆ ที่หนานุ่มคล้ายกับกำมะหยี่ อันเป็นสัญลักษณ์ของแมวสายพันธุ์นี้

          ส่วนเรื่องอุปนิสัยก็แทบไม่มีแตกต่างจากแมวเปอร์เซียเลย เพราะแมวเอ็กโซติกเป็นแมวที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ ไม่ค่อยหงุดหงิด และมีความอดทนสูง ดังนั้นคุณแทบจะไม่ได้ยินเสียงร้องของแมวพันธุ์นี้แน่นอน หากมันต้องการความสนใจขึ้นมา ก็จะทำแค่นั่งอยู่หน้าคุณ กระโดดมานั่งบนตัก หรือเอาจมูกชื้น ๆ ของมันมาแตะที่หน้าคุณเท่านั้น นอกจากนี้ยังพบว่า แมวพันธุ์เอ็กโซติกบางตัวอาจจะชอบนั่งอยู่บนไหล่และกอดคุณเวลาคุณเล่นด้วย

          
 การเลี้ยงดูแมวเอ็กโซติก

          ใครที่อยากเลี้ยงแมวสายพันธุ์ต่างประเทศ แต่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลขน แมวพันธุ์เอ็กโซติกก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะมันเป็นแมวที่เหมาะกับการเลี้ยงไว้ในบ้าน ที่สำคัญขนอันสวยงามของแมวพันธุ์นี้ ยังต้องการการบำรุงรักษาน้อยกว่าแมวเปอร์เซียทั่ว ๆ ไป เพราะไม่ค่อยจับตัวเป็นก้อนหรือพันกันยุ่งเหยิงอีกด้วย



 9. แมวเมนคูน (Main Coon)
          ถึงแม้แมวเมนคูนจะมีร่างกายที่ใหญ่โตกว่าแมวปกติ แต่มันกลับเป็นพี่ใหญ่ใจดี จนได้รับสมญานามว่า Gentel Giant ชื่อของแมวสายพันธุ์นี้ มีที่มาจากรัฐเมน (Maine) ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของมัน ส่วนคำว่า คูน (Coon) มาจากคำบอกเล่าของชาวพื้นเมืองที่กล่าวว่า แมวบ้านเผลอไปกุ๊กกิ๊กกับตัวแรคคูน (Raccoon) จนมีการจับ 2 คำนี้มารวมกัน กลายเป็นชื่อที่ใช้เรียกกันทั่วไปว่า เมนคูน (Main Coon)

          
 ลักษณะทั่วไปและพฤติกรรมของแมวเมนคูน

          ลักษณะเด่นของแมวพันธุ์เมนคูน คือ รูปร่างที่สมส่วน ดูสง่างาม และให้ความรู้สึกที่มั่นคงแข็งแรง หากเป็นแมวโตเต็มที่ ร่างกายของมันจะมีความยาวตั้งแต่หัวจรดปลายหางประมาณ 1 เมตร น้ำหนักตัวอยู่ที่ประมาณ 12-15 กิโลกรัม ถึงแมวเมนคูนจะมีโครงสร้างใหญ่ ใบหน้าเหมือนกับแมวป่า มีแผงคอคล้ายสิงโต แถมบริเวณปลายหูยังมีเส้นขนงอกออกมา แต่มันกลับมีนิสัยขี้อ้อน ขี้เล่น ร่าเริง ตั้งแต่เด็กไปจนถึงวัยเจริญพันธุ์

           
 การเลี้ยงดูแมวเมนคูน

          อายุขัยของแมวพันธุ์อยู่ที่ราว ๆ 15 ปี เหมือนแมวทั่วไป แต่เนื่องจากร่างกายที่ค่อนข้างใหญ่โต การให้อาหารแบบแมวทั่วไปอาจไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต ดังนั้นเจ้าของควรเสริมด้วยเนื้อสัตว์ที่มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ เพื่อช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้กับมัน

          ส่วนขนของแมวเมนคูนค่อนข้างหวีง่าย เนื่องจากเป็นแมวกึ่งขนยาว จึงไม่มีปัญหาขนพันกันแบบแมวเปอร์เซีย เพียงแต่ควรจะอาบน้ำให้มันอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง และหลังการอาบน้ำทุกครั้ง ควรจะเช็ดพร้อมกับเป่าขนให้แห้งสนิท เพื่อป้องกันโรคเชื้อราบนผิวหนัง



 10. แมวเบงกอล (Bengal)

          แมวเบงกอลเป็นแมวที่มีลวดลายสวยงาม คล้ายลูกเสือดาวตัวน้อย ๆ คาดกันว่า แมวเบงกอลเกิดจาการผสมพันธุ์ระหว่างแมวดาวกับแมวบ้านสายพันธุ์อียิปต์เชียนมัวร์ (Egyptian Mau) ซึ่งเป็นแมวอียิปต์โบราณ ที่มีโครงสร้างเป็นลายจุด ลักษณะคล้ายแมวป่า โดยถูกนำมาพัฒนาสายพันธุ์ ด้วยฝีมือของ Jean Mills หญิงสาวชาวอเมริกัน ที่หลงใหลคลั่งไคล้ในลวดลายของแมวป่า พร้อมกับตั้งชื่อของมันตามชื่อวิทยาศาสตร์ของแมวป่าที่เรียกกันว่า Felis Bengolensis

          
 ลักษณะทั่วไปและพฤติกรรมของแมวเบงกอล

          แมวเบงกอลเป็นแมวขนาดปานกลางถึงค่อนข้างใหญ่ หัวมีความยาวมากกว่าความกว้าง  เช่นเดียวกับรูปร่างที่มีลักษณะเพรียวยาว เห็นมัดกล้ามเนื้อชัดเจนคล้ายแมวป่า เมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นว่า ช่วงสะโพกมีความสูงกว่าหัวไหล่ ปลายหางชี้ลง ใบหูกลมสั้น ตารูปไข่ มีช่วงปากกับจมูกกลมกว่าแมวบ้าน และมีจุดเด่นอยู่ที่ลายขนคล้ายแมวป่า หรือที่เรียกกันว่า ลายหินอ่อน

          ถึงแม้แมวเบงกอลจะสืบสายพันธุ์มาจากแมวป่า แต่พวกมันกลับมีนิสัยน่ารักไม่ดุร้ายอย่างที่คิด แถมยังเป็นมิตรกับทุกคนเสียด้วย นอกจากนี้แมวเบงกอลยังเป็นแมวที่ซุกซน เพราะชอบวิ่งไล่สิ่งของต่าง ๆ รวมทั้งชอบปีนป่ายขึ้นที่สูงอยู่เป็นประจำ ที่สำคัญแมวพันธุ์นี้ชอบเล่นน้ำเอามาก ๆ ด้วย

          
 การเลี้ยงดูแมวเบงกอล

          การเลี้ยงดูแมวเบงกอลก็เหมือนกับการดูแลแมวทั่วไป แต่ถ้าอยากให้มันมีสุขภาพดีและมีขนที่สวยงาม ควรใส่ใจในเรื่องอาหารเป็นพิเศษ โดยต้องเพิ่มเมนูเนื้อวัวสดจากอาหารที่กินเป็นประจำ ซึ่งเนื้อสดที่ให้ก็ต้องผ่านการเก็บรักษาด้วยการแช่แข็ง เพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อรากับแบคทีเรีย และห้ามให้เนื้อไก่หรือเนื้อหมูโดยเด็ดขาด

Physis chemical biology Education

About Me

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

Blog Archive